The Good , The Bad and The Weird

posted on 25 May 2009 02:28 by papfaiz

 กราบตีน เซอจิโอ เลโอเน่ , สดุดีคาวบอยสปาเก็ตตี้ !!

 

 

                

 

               

                   ปีที่ผ่านมานับเป็นปีแห่งความน่าประหลาดใจ ด้วยว่ามีหนังคาวบอยฟอร์มดีจากทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก เข้าโรงตลอดทั้งปี ในจำนวนนี้มีทั้งคาวบอยขนานแท้ดั้งเดิมอย่าง 3:10 to Yuma  และ The Assassination of Jesse James by the Coward Robert Ford อันที่จริงทั้งสองเรื่องลงโรงฉายในอเมริกาเมื่อกลางปี 2007 ทั้งสองเรื่องได้ฤกษ์ลงแผ่นลิขสิทธิ์ของบ้านเราเมื่อกลางปีก่อน แต่เรื่องแรกออกจะเงียบไปหน่อย เพราะค่ายเล็ก ๆ รายหนึ่งได้ลิขสิทธิ์ไปทำลงเฉพาะแผ่น Vcd อย่างเดียว

                     ที่น่าสนใจคือ หนังคาวบอยจากฟากโลกตะวันออก ซึ่งเป็นรูปลักษณ์หนังคาวบอยแบบหลังสมัยใหม่ ผ่านการหยิบยืมองค์ประกอบของหนังคาวบอยเรื่องดังในอดีต มาจับเปลี่ยนรูปรสให้กลมกล่อมเข้ากับคนเอเชียมากยิ่งขึ้น ทั้งสองเรื่องต่างมาจากสองประเทศขาใหญ่ในวงการหนังเอเชียปัจจุบันอย่าง ญี่ปุ่น และ เกาหลี   

 

-------------------------------- 

                    

 

                    เรื่องแรกคือ Sukiyaki Django Western หนังคาวบอยญี่ปุ่นสุดเพี้ยนของทาคาชิ มิอิเกะ เจ้าพ่อหนังเพี้ยนขวัญใจเด็กแนวเลือดสาด ที่หยิบเอาหนังคาวบอยสปาเก็ตตี้เรื่องดังในอดีตอย่าง จังโก้ (Django) มาดัดแปลงเสียใหม่ ในสไตล์ มิอิเกะ ที่ฉูดฉาดด้วยสีสัน เขราะกรังด้วยสาปคาวเลือด และความฮาวายป่วงที่สอดแทรกเข้ามาเป็นระยะ ๆ พร้อมกับบทรับเชิญสุดฮาของเควนติน ตาเรนติโน่ เจ้าพ่อหนังบูชาชาวบ้าน ที่ทำเรื่องไหนล้วนมีรายนามอ้างอิงหนังและเพลงต่างยุคสมัยยาวเป็นหางว่าว สำหรับเรื่องแรกนี้จะขอพูดถึงละเอียด ๆ ในคราวต่อไปแล้วกันนะจ๊ะ                     

                   เรื่องหลังต่างหากที่เป็นพระเอกของบทความชิ้นนี้ ตอนแรกผมเห็นข่าวและภาพงานออกแบบรวมทั้งใบปิดทีเซอร์สามตัวละครหลักอย่าง ไอ้หล่อ , ไอ้โฉด และ ไอ้เพี้ยน แล้วก็ให้นึกฉงนว่า นี่เราจะได้ดู The Good , The Bad and The Ugly รสกิมจิกันหรือ ?                     

                  และข่าวที่ตามออกมาก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ คิมจีวุน ผู้กำกับหนังบู๊เลือดเดือดอย่าง A Bittersweet Life ยอมรับว่าหนังคาวบอยสุดยิ่งใหญ่ของผู้เฒ่า เซอร์จิโอ เลโอเน่ คือ แรงบันดาลใจให้เขาทำหนังเรื่องนี้ขึ้นเพื่อบูชาครู ถึงอย่างนั้นค่าบูชาครูหนนี้แพงเอาเรื่อง เพราะทุนสร้างทั้งหมดที่ใช้ทำให้หนังเรื่องนี้ได้ชื่อว่าแพงที่สุดในประวัติศาสตร์หนังเกาหลีเลยทีเดียว !!

                    

 

                   พล๊อทของหนังหยิบเอา The Good , The Bad and The Ugly มาเนื้อ ๆ ทั้งตัวละครและเส้นเรื่องที่ดำเนินตามกันชนิดแทบจะแกะออกมาฉากต่อฉาก  แต่ในรายละเอียด คิมจีวุน เลือกจะขยายเรื่องราวออกไปให้ใหญ่โตกว่าเดิม ด้วยการใส่ประเด็นการแย่งชิงขุมสมบัติระหว่างกองกำลังปลดแอกเกาหลี กับ ทัพทหารญี่ปุ่น ให้เรื่องราวเกิดขึ้นในดินแดนแมนจูเรีย (ดินแดนที่เป็นข้อพิพาทย์ระหว่างจีนและญี่ปุ่นในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง) โดยมีสามหนุ่มตามชื่อเรื่องนั้นเป็นตัวแปรสำคัญ

                     ปาร์ก ดู วอน (จุงวูซุง) คือ The Good ที่ถูกกองกำลังปลดแอกเกาหลีจ้างมาเพื่อตามล่าลายแทงขุมทรัพย์ ซึ่งเชื่อว่ามากับขบวนรถไฟที่รัฐมนตรีญี่ปุ่นโดยสารมา ขณะที่ ปาร์ก ชาง ยี่ (ลีบุนฮุน พลิกบทบาทมาเล่นเป็นไอ้โฉดได้อย่างน่าสะพรึง) คือ The Bad รับจ้างจากเศรษฐีใหญ่ชาวเกาหลีผู้สวามิภักดิ์แก่ญี่ปุ่นให้ตามล่าลายแทงสมบัติดังกล่าว ส่วนไอ้เพี้ยน อย่าง ยุน เต กู (ซองกังโฮ ที่ผูกขาดบทเพี้ยน ๆ แทบทุกเรื่อง) ดันจับพลัดจับพลูได้ลายแทงสมบัติมาอย่างโชคช่วย เพราะดันเข้าปล้นรถไฟโบกี้ท่านรัฐมนตรีญี่ปุ่นพอดี !!           

            แม้ คิมจีวุน จะออกตัวว่าทำเพื่อแสดงความคารวะต่อหนังเรื่องยิ่งใหญ่ของเลโอเน่ แต่ในฉากปล้นรถไฟตอนต้นเรื่องกับตัวละครอย่าง ปาร์ก ชาง ยี่ ชวนให้นึกถึงหนังเรื่อง Red Sun ที่อเลน เดลอน รับบทเป็นไอ้โฉดในชุดสุดเนี้ยบ แบบที่ว่าแกะคอสตูมและบุคลิกของอดีตเทพบุตรเมืองน้ำหอมมาทั้งดุ้น และเมื่อมองถึงปมในอดีตของสองตัวละคร ที่ผลักดันให้เกิดการไล่ล่ากันตลอดทั้งเรื่อง มากกว่าจะเป็นการล่าสมบัติกันจริงจังอย่างที่ควรจะเป็น ก็ยิ่งละม้ายคล้าย Red Sun เข้าไปอีก ชวนให้คิดว่า คิมจีวุน ชะรอยจะนึกสนุกเล่นกับการอ้างอิงหนังหลายเรื่องเหมือนตารันติโน่ขึ้นมาเสียแล้ว                     

                    ยิ่งถึงฉากแอคชั่นช่วงกลางและท้ายเรื่อง ที่ชวนให้นึกถึงฉากแอคชั่นในหนังการ์ตูน มากกว่าจะเป็นหนังคาวบอยของเลโอเน่จริง ๆ ก็ยิ่งตอกย้ำลงไปว่า สิ่งที่ คิมจีวุน ทำคงไม่ใช่แต่เพียงการคารวะต่อหนังคาวบอยสปาเก็ตตี้เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงการหยิบยืมการใช้ฉากแอคชั่นหวือหวาแบบการ์ตูนเพื่อลดทอนเนื้อหาอันรุนแรงลงไป ซึ่งมีที่มาจากหนังในแอคชั่น ตลก ระดับคลาสสิคหลายเรื่อง (รวมถึงหนังเงียบของบัสเตอร์ คีตัน ที่ฉากผาดโผนเสี่ยงตายอย่าง ห้อยตัวลงจากหอนาฬิกา หรือ เกาะหัวรถจักรความเร็วสูง ถูกทำให้กลายเป็นฉากตลกไปได้ !!                     

                     เช่นเดียวกับหนังเรื่องนี้ ที่เต็มไปด้วยฉากการฆ่าอันโหดเหี้ยมของตัวละครปาร์กชางยี่ ถูกลอดทอนความโหดของโทนเรื่องลงด้วยฉากแอคชั่นตลกเจ็บตัวของตัวละคร ยุนเตกู ที่ผสมผสานระหว่างฉากบู๊ติดตลกของเฉินหลง กับ ความป้ำเป๋อแบบชาลี แชปลิน เข้าไว้ด้วยกัน ส่วนฉากแอคชั่นหวือหวาตามสไตล์การ์ตูน เป็นของตัวละครปาร์กดูวอน ที่ผสมเอาตัวละครอย่างชายนิรนามของคลิ้นท์ อีสวูด ในหนังชุด มือปืนเพชรตัดเพชร กับ ตัวละครนายพันดักลาร์ส มอติมอร์ ของลีแวนคลีฟ ในหนังเรื่องเดียวกันไว้ หนังจึงกลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่แสดงถึงการข้ามวัฒนธรรม และผสมผสานวัฒนธรรม รวมทั้ง ตัดปะ หนังเก่า ๆ หลายเรื่องเข้าประกอบขึ้นเป็นหนังเรื่องใหม่ อันเป็นแนวทางการทำหนังยุคหลังสมัยใหม่ที่มีให้เห็นกันอย่างดาษดื่น

                    ในขณะที่ประเด็นหนัก ๆ อย่างการแย่งชิงความได้เปรียบของฝ่ายเกาหลีและญี่ปุ่น ถูกลอดทอนไปเป็นเพียงส่วนประกอบเพื่อเสริมฉากการไล่ล่ากลางทะเลทรายช่วงท้ายเรื่องให้ตื่นเต้นขึ้น และถูกกล่าวถึงเพียงผิวเผินตลอดเวลาร่วมยี่สิบนาที หนังกลับเน้นย้ำไปที่การวาดฝันถึง อนาคต และการหลงติดอยู่ใน อดีต ของตัวละครทั้งสามตลอดเรื่อง                     

                    ปาร์กชางยี่ เป็นโจรโฉดที่ต้องเผชิญกับคำปรามาสจากคนรอบข้าง ถึงความสามารถของเขาที่อาจ เป็นสองรองชายอื่นในแผ่นดิน แน่นอนว่าชางยี่ไม่พึงใจกับคำสบประมาทดังกล่าวนัก และมักลงท้ายด้วยการนองเลือดทุกครั้งไป กระทั่งเหตุผลในการตามล่าลายแทงขุมทรัพย์จากตัวยุนเตกู ดูจะเป็นการตอบปัญหาที่ค่อนข้างรวบรัด ง่ายดายจนเกินไป และไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ทั้งที่ตลอดเรื่อง ปาร์กชานยี่ ถูกปรามาสจากผลของการ ดวล กับ ปาร์กดูวอน ต่างหาก                    

                     ขณะที่ ปาร์กดูวอน ดูจะเป็นตัวละครที่ผู้ชมไม่อาจเข้าใจได้มากที่สุด การกระทำของเขาดูไร้น้ำหนัก ไร้ทิศทาง เขาเป็นนักล่าเงินรางวัลที่ดูเหมือนจะมีปณิธานแน่วแน่ในการล่าเงินค่าหัวเพียงอย่างเดียว แต่กระนั้นเจตนาของเขากลับเลือนลางลงไปทุกทีเมื่อหนังดำเนินเรื่องเข้าสู่จุดไคลแม็กซ์ หากเปรียบตัวละครนี้ที่ถอดแบบมาจากตัวละคร บลอนดี้ ของคลิ้นท์ อีสวูด ใน The Good , The bad and The Ugly  ก็ยิ่งเห็นความแบนราบของปาร์กดูวอนได้อย่างชัดเจน และคงไม่ผิดนักหากนี่จะกลายเป็นตัวละครที่ถูกลืมมากที่สุดในบรรดาสามตัวละครของเรื่อง ด้วยรูปลักษ์ที่ไม่เตะตาและมิติที่แบนราบ                      ไอ้เพี้ยนของเรื่องอย่าง ยุนเตกู ดูจะเป็นที่จดจำได้มากที่สุด ด้วยรูปลักษณ์แปลกประหลาดหลุดโลก ที่ชุดนักบิดของเขาดูจะไม่เข้ากับหนังคาวบอยกลางทะเลทรายเช่นนี้เลย หากกระนั้นความโดดเด่นในเรื่องความบ้า เพี้ยน ของตัวละครนี้ดึงความสนใจของคนดูเข้ามาที่ตัวเขาได้อย่างน่าชื่นชม ด้วยลูกเล่นแพรวพราว ทำให้คนดูจดจำตัวละครนี้ได้โดยง่าย และยังให้ฉากเปิดเผยปมสำคัญในช่วงท้ายเรื่อง สร้างความช๊อคให้กับคนดูพอสมควร ด้วยว่าตัวละครนี้ไม่มีท่าทีดังกล่าวมาก่อนเลย                   

                     มองในอีกแง่ ยุนเตกู ดูจะเป็นคู่ตรงข้ามกับ ปาร์กชางยี่ โดยสิ้นเชิง ตัวละครนี้ถูกวางให้อยู่คนละฟากของความคิดกัน ปาร์กชางยี่ จมจ่อมอยู่กับอดีตอันแสนปวดร้าวและขมขื่นกับการถูกปรามาส ขณะที่ ยุนเตกู กลับเฝ้ามองไปแต่ข้างหน้า เฝ้าฝันถึงอนาคต และยักไหล่อย่างไม่แยแสให้แก่เสียงหยามหยันทั่วสารทิศ                     

                     หากเปรียบเป็นความมืดและความสว่าง ปาร์กชางยี่ คงอยู่ในจุดมืดมิดที่สุดยามพระจันทร์มืดสนิท ขณะที่ยุนเตกู อยู่ในจุดสว่างที่สุดของดวงอาทิตย์ โดยมีปาร์กดูวอน เป็นผืนทราย รับทั้งแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ และความมืดมิดจากจันทรา เมื่อเรื่องดำเนินไป ทั้งสองตัวละครจึงทำหน้าที่เกาะเกี่ยวกันเพื่อสะท้อนตัวตนของกันและกัน โดยมีปาร์กดูวอน เป็นตัวละครที่เสมือนเป็นผู้ชม คอยเฝ้ารับรู้อยู่ห่าง ๆ ไม่ไกลแต่ก็ไม่ใกล้ชิดจนล่วงรู้ถึงอดีตของคนทั้งสองเท่าใดนัก

                    

 

                      คิมจีวุน ฉลาดที่เลือกใช้การเล่น แสงกับเงา ของสามตัวละครนี้ผ่านฉากสนทนาระหว่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ฉากนอนกลางทะเลทรายของปาร์กดูวอน กับ ยุนเตกู ทั้งสองเดินทางหนีการไล่ล่าของปาร์กชางยี่ด้วยความเหน็ดเหนื่อย ยุนเตกู พร่ำพูดถึงอนาคตอันสดใสที่รออยู่หากได้สมบัติมาครองดังหวัง จนกระทั่งเขาถามถึงอนาคตของปาร์กดูวอน เจ้าหนุ่มนิ่งคิดอยู่ครู่ใหญ่ เมื่อจะเอ่ยบอกก็สายไปเสียแล้ว .. ยุนเตกูหลับสนิทไปแล้ว .. อีกด้านหนึ่งปาร์กชางยี่ สนทนากับลูกน้อง เขาถูกลูกน้องรายหนึ่งปรามาสว่า หากต้องดวลกับปาร์กดูวอน เห็นจะเป็นไม่รอดแน่ และเริ่มเล่าถึงการดวลในครั้งก่อนที่ผลการประลองไม่ชัดแจ้ง แต่ลูกน้องรายนั้นแสดงความเชื่อลึก ๆ ว่า คนที่เหนือกว่าคือปาร์กดูวอน .. และสิ่งที่ชางยี่ทำคือการยิงลูกน้องคนดังกล่าวทิ้งทันที ..                      คนอย่างปาร์กดูวอน เหมือนจะไม่คิดถึงอนาคต ขณะเดียวกันเขาก็ไม่มีอดีตให้จดจำ ขณะที่ยุนเตกูพร่ำบ่นถึงอดีตอันเลวร้ายที่เกาหลี และวาดฝันถึงอนาคตอันเรืองรองข้างหน้า ปาร์กชางยี่กลับจมจ่อมอยู่กับความลึกลับดำมืดในอดีตของตัวเอง ที่ไม่อนุญาติให้ใครแตะต้องได้                     

                   จุดไคลแม๊กซ์ท้ายเรื่องจึงไม่ใช่แค่การดวลปืนกันระหว่างสามตัวละครอีกแล้ว แต่เป็นการเปิดเผยอดีตของยุนเตกูและปาร์กชางยี่ สิ่งที่เตกูพร่ำบอกตลอดเรื่องถูกนำมาเอ่ยซ้ำอีกครั้ง            

           เอ็งจะคิดอะไรกับอดีตก็ช่างหัวมันเถอะ ข้าไม่สนใจหรอกเว้ย ข้ายอมเป็นไอ้ขี้แพ้เพื่อขอลาจากการเสี่ยงชีวิต ข้าไม่เอาอีกแล้ว เอ็งอยากเป็นผู้ชนะ เป็นคนเก่งที่สุดในแผ่นดินก็ตามใจเอ็งเถิดโว้ย

                    

 

                  ฉาก Three Duel อันลือลั่นจากหนังต้นฉบับถูกนำมาใช้อีกครั้ง ทั้งสามยืนล้อมวงประจันหน้ากัน สามคน ปืนสามกระบอก หากคราวนี้มันถูกนำเสนอมาอย่างการ์ตูน การดวลปืนที่ดุเดือดไม่ได้จบลงด้วยกระสุนเพียงนัดสองนัดอีกต่อไปแล้ว หากมันถูกย้ำครั้งแล้วครั้งเล่า ในระดับเทียบเท่ากับการตอกย้ำถึงการละอดีตเพื่อมุ่งสู่อนาคตของยุนเตกูตลอดทั้งเรื่อง                     

                ราวกับว่า The Good, The Bad and The Weird มิได้ถูกสร้างขึ้นเพียงเพื่อมองย้อนไปยังอดีตด้วยสายตาที่เคารพ ศรัทธาเท่านั้น ... หากยังมองข้ามช๊อตไปถึงอนาคต ถึงการมีอยู่ของหนังตะวันตก ในดินแดนอื่นที่มิใช่ตะวันตกอีกต่อไป ...                      

                   และแสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้ว ค่านิยมของตะวันตก การสิ้นสลายและจุดจบที่เลโอเน่วางไว้ใน Once upon a time in the west กำลังถูกผู้กำกับรุ่นลูกรุ่นหลาน นำมาปัดฝุ่น เปิดกรุงานเก่า ๆ เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจต่อค่านิยมเก่า ๆ เพื่อปรับเข้ากับวิถีชีวิตและนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ก่อนมุ่งหน้าสู่อนาคตต่อไป ...

                    

------------------------------------------

 

                      ฉากสุดท้ายที่ตัวละครหนึ่ง มุ่งหน้าสู่แสงตะวันยามบ่ายคล้อย .. ดูคล้ายกับตอนจบของ เชน .. ผู้จากลาไปเพื่อให้ผู้คนเพรียกหา ..                     

                      หรืออีกนัยหนึ่ง มันคือการกล่าวอำลาต่อดินแดนตะวันตกยุคเก่า เพื่อมุ่งสู่ดินแดนแห่งใหม่ สู่การผจญภัยครั้งใหม่อีกครั้งที่รออยู่ในอนาคตอันใกล้นี้ ...ที่มีเพื่อนร่วมหัวขบวนอย่าง Sukiyaki Django Western ของทาคาชิ มิอิเกะ ก็เป็นได้ ..

 

 

edit @ 25 May 2009 02:36:29 by ชาญชนะ

edit @ 25 May 2009 02:36:57 by ชาญชนะ

Comment

Comment:

Tweet

เคยดูSukiyaki Django Western
นึกถึงหนังไทยก็ฟ้าทลายโจร อารมณ์นั้นเลยdouble wink