State of Grace

posted on 25 May 2009 02:51 by papfaiz in movie

พี่น้องสองเลือด

 

 

                 

 

               ก่อนการมาถึงของ Infernal Affairs และตามติดด้วย The Departed มีหนังแก๊งสเตอร์เรื่องหนึ่งที่มีธีมของเรื่องคล้ายคลึงกัน ว่าด้วยการสำรวจจิตใจของตำรวจลับที่ต้องแฝงตัวเข้าสู่องค์กรอาชญกรรมที่ตนดันมีความสัมพันธ์ประหนึ่งญาติพี่น้อง และยังเป็นเรื่องราวของมาเฟียไอริช เช่นเดียวกับ The Departed  แถมหนังเรื่องดังกล่าวยังรวมดาราชาฝีมือเยี่ยมที่สร้างผลงานโดดเด่นตลอดทศวรรษที่ผ่านมาถึงสามคนด้วยกัน ไล่ตั้งแต่ ณอน เพนน์ , เอ็ด แฮริส และ แกรี่ โอลด์แมน              

                เพนน์ เป็นดารานำชายที่มีฝีมือฉกาจฉกรรจ์บนจอ พอ ๆ กับความแสบซ่าจนได้รับฉายาแบดบอยของฮอลลีวูดคนหนึ่งในขณะนั้น เขาเพิ่งเสร็จจากการร่วมงานกับ โรเบิร์ต เดอนีโร ใน We’re No Angels ส่วนแฮริสเพิ่งรับบทพระเอกใน The Abyss ของ เจมส์ คาเมรอน มาหมาด ๆ ขณะที่ โอลด์แมน เล่นหนังฟอร์มเล็กมาหลายเรื่อง เป็นทั้งพระเอกและตัวรองสลับกันไป แถมชิ้นงานล่าสุดอย่าง Rosencrantz & Guildenstern Are Dead ที่เล่นกับ ทิม รอธ และ ริชาร์ด ไดรฟัส ก็คว่ำไม่เป็นท่า ..  ยิ่งตัวผู้กำกับ Phil Joanou  แทบไม่ต้องพูดถึง มีหนังเล็ก ๆ ในเครดิตสองเรื่องและผลงานล่าสุดก็เป็นหนังสารคดีตามติดวงยูทูระหว่างทัวร์อเมริกาเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปี 1987

                 แม้ State of Grace เมื่อออกฉาย  จะทำรายรับได้ไม่ดี (ประมาณ 1.9 ล้านเหรียญตลอดโปรแกรม) แถมยังเจอคู่แข่งบิ๊กเบิ้มอย่าง Goodfellas ของ มาติน สกอเซซี่ และ The Godfather Part 3 ของ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า แถมด้วยหนังแก๊งสเตอร์ที่มาแรงสุด ๆ ในยุคนั้นอย่าง Miller’s Crossing ของโจเอล และ อีธาน โคน  ทำให้หนังเรื่องนี้ปิดตัวด้วยรายได้ไม่น่าประทับใจเอาเสียเลย กระนั้นนักวิจารณ์หลายสำนักก็เห็นพ้องต้องกันในความดีงามของหนัง รวมไปถึงคำสรรเสริญบทบาทการแสดงอัน เปี่ยมมิติ ของ แกรี่ โอลด์แมน ในเรื่อง รวมไปถึงบทบาทของ ณอน เพนน์ ที่แสดงความคลุมเครือของตัวละคร เทอรี่ นูแนน ได้อย่างน่าเชื่อถือ

                ----------------------------------------------

                 State of Grace เล่าเรื่องราวของ มาเฟียไอริชในนิวยอร์ก ที่กุมบังเหียนโดยแฟรงกี้ ฟลาเนลลี่ (เอ็ด แฮริส) ซึ่งมีน้องชายนิสัยมุทะลุอย่าง แจ็คกี้ ฟลาเนลลี่ (แกรี่ โอลด์แมน) คอยสร้างปัญหาให้ปวดหัวอยู่เนือง ๆ  แจ็คกี้ เป็นคนรักเพื่อนพ้อง ยิ่งกับเพื่อนรักในวัยเด็กอย่าง เทอรี่ นูแนน (ณอน เพนน์) กลับมายังถิ่นเกิดเพื่อขอเข้าร่วมแก๊งค์ ยิ่งทำให้แจ็คกี้อดดีใจไม่ได้ที่เพื่อนในวัยเด็กอย่างเทอรี่จะมาร่วมหัวจมท้ายด้วย ทว่าการหายตัวไปหลายปีของเทอรี่โดยไม่มีเค้าใด ๆ ให้สืบความได้เลย  แฟรงกี้จึงไม่ไว้วางใจเพื่อนรักน้องชายตัวเองรายนี้สนิทใจ ยิ่งนานไปความเคลือบแคลงสงสัยในตัวเทอรี่ ยิ่งทวีความหวาดระแวงให้แฟรงกี้ขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งนำไปสู่การแตกหักระหว่างพี่น้อง ที่มีเทอรี่ เป็นตัวแปรสำคัญ ..                

                อันจริงเรื่องของมาเฟียไอริชบนแผ่นฟิล์มไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่แต่อย่างใด นอกจากพวกเขาจะมีอิทธิพลในสังคมอเมริกันนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมาแล้ว บนแผ่นฟิล์มพวกเขายังโลดแล่นและมีบทบาทในหนังแก๊งสเตอร์ตั้งแต่ยุคหนังขาวดำเลยทีเดียว ไล่ตั้งแต่เรื่อง Underworld (1927) เรื่องแรกที่ปรากฏบทบาทของมาเฟียไอริชบนเจอเงิน จนกระทั่งหนังแก๊งสเตอร์ดัง ๆ ในยุคต่อมาอย่าง The Public Enemy (1931) ของ เจมส์ แคกนีย์ , Scarface (1932) ผลงานของ โฮเวิร์ด ฮอว์ก ที่ดัดแปลงจากเรื่องจริงของอัล คาโปน ให้กลายเป็นเรื่องของมาเฟียนาม โทนี่ คามอนเต้ ฉายา ไอ้หน้าบาก ที่ไต่เต้าจนกลายเป็นหัวหน้าแก๊งค์มาเฟียไอริชแห่งชิคาโกได้สำเร็จ (ก่อนจะกลายเป็นฉบับรีเมคของ ไบรอัน เดอ พัลมา และ อัล ปาชิโน่ รับบท โทนี่ ดามาโต มาเฟียคิวบาที่ดิบเถื่อน เป็นคนละขั้วกับบทไมเคิล คอเลโอเน ของเขาใน The Godfather เลยทีเดียว) เรื่อยมาจนถึง On the Waterfront (1954) ของ มาลอน แบรนโด ที่มีเนื้อหาเกี่ยวพันกับแก๊งค์มาเฟียไอริชที่คุมท่าเรือ กระทั่ง The Sting (1973) สุดยอดหนังต้มตุ๋นของ โรเบิร์ธ เรดฟอร์ด และ พอล นิวแมน ก็ยังเป็นเรื่องของนักต้มตุ๋นหนุ่ม (เรดฟอร์ด) ที่ร่วมมือกับยอดนักตุ๋นในตำนาน (นิวแมน) เพื่อร่วมกันตุ๋นมาเฟียไอริชตัวแสบ (โรเบิร์ต ชอว์)  หรือแม้แต่ Miller’s Crossing (1990) ของพี่น้องโคเอนก็มีเนื้อหาเกี่ยวพันกับกลุ่มมาเฟียไอริชเช่นกัน

 

                กระนั้น State of Grace กลับไม่เดินตามสูตรหนังมาเฟียไอริชเรื่องใด ๆ  หนังเป็นส่วนผสมระหว่างพล๊อทแนวตำรวจลับแฝงตัวเข้าองค์การอาชญากรรม กับ เรื่องความขัดแย้งภายในครอบครัวมาเฟียไอริช  พี่น้องฟลาเนลลี่ก็เหมือนพี่น้องทั่วไปที่มีความแตกต่างทางด้านอุปนิสัยและความชอบต่างกัน แฟรงกี้ผู้พี่นั้นทะเยอทะยานและกำลังเจรจาร่วมมือกับกลุ่มมาเฟียอิตาเลียน ซึ่งหากสำเร็จ แน่นอนว่าอำนาจของแก๊งค์มาเฟียในนิวยอร์กจะแข็งแกร่งจนตำรวจยากจะทานได้ ขณะที่จอห์นนี่ ความเป็นคนมุทะลุและรักพวกพ้องเอามาก ทำให้เขามักจะทำทุกอย่างเลยเถิดไปเสียหมด จนกระทั่งเขาลงมือจัดการหนึ่งในคนของแก๊งค์มาเฟียอิตาเลียนอย่างโหดเหี้ยมเพื่อตอบแทนกับสิ่งที่มันทำไว้กับเพื่อนรักของเขา นั่นทำให้ทุกอย่างบานปลายและแฟรงกี้จำต้องเป็นศัตรูกับจอห์นนี่ น้องชายร่วมสายเลือดอย่างช่วยไม่ได้

                เรื่องที่กลายเป็นปัญหาระหว่างพี่น้องคู่นี้คือ การเข้ามาของเทอรี่ แฟรงกี้นั้นมองด้วยสายตาอันเคลือบคลาง การหายตัวไปจากนิวยอร์กหลายปีดีดักของเทอรี่ไร้เงื่อนงำใด ๆ ให้สาวถึงได้ ตรงข้ามกับจอห์นนี่ที่ยินดีรับเพื่อนรักรายนี้เข้าเป็นหนึ่งในสมาชิกแก๊งค์อย่างเต็มใจ เมื่อเรื่องราวดำเนินไปเรื่อย ๆ สิ่งที่แฟรงกี้หวาดระแวงก็เริ่มมีเค้าความจริงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขั้นแตกหักในที่สุด

                หากเรานำพล๊อทเรื่องนี้ไปไว้ในหนังฮ่องกงร่วมยุคสมัยเดียวกันนั้น คงจะเป็นหนังที่อุดมไปด้วยฉากสาดกระสุน การทดสอบน้ำมิตรคุณธรรมแบบลูกผู้ชายในสไตล์หนังจอห์นวู คนดีในคราบคนเลว และคนเลวในคราบคนดี เส้นเหลื่อมล้ำอันบางเบาระหว่างความผิดกับความถูก ทว่าใน State of Grace กลับไม่ปรากฏท่าทีกระตุ้นเร้าดังกล่าวแต่อย่างใด หนังเดินเรื่องอย่างเนิบช้า ค่อย ๆ เผยให้เห็นพัฒนาการของตัวละคร ผู้ชมจะค่อย ๆ ทำความรู้จักตัวเทอรี่ นูแนน ไปพร้อม ๆ กันกับสายตาอันเคลือบแคลงของแฟรงกี้

                    ขณะเดียวกันปัญหาลึก ๆ ระหว่างสองพี่น้องฟลาเนลลี่ ค่อย ๆ ถูกเปิดเผยให้เราเห็นผ่านสายตาของนูแนน กฏหมายในเรื่องดูจะไม่สลักสำคัญเท่ากับเรื่องเพื่อนพ้องและความยุติธรรม แม้นูแนนจะเป็นตำรวจลับ แต่การกลับมาเยือนถิ่นเกิดของเขาในครั้งนี้ดูจะเป็นการรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับคนเก่า ๆ ของที่นี่มากกว่า ไม่ว่าจะกับจอห์นนี่ หรือแม้แต่ แคทเธอรีน ฟลาเนลลี่ น้องสาวสุดท้องของตระกูลฟลาเนลลี่ ที่เคยเป็นรักเก่าของเขา สายตาอันเคลือบแคลงของหญิงสาวที่มีต่อเขา แม้จะสงสัยในอดีตอันลึกลับช่วงที่เขาหายไปเช่นเดียวกับพี่ชายคนโต ทว่าสิ่งที่หล่อนสนใจไม่ใช่ว่าเขาเป็นใคร หรือ กลับมาทำอะไรที่นี่ แต่เป็นเขาหายไปไหนมาตลอดหลายสิบปีและทำไมถึงทิ้งให้เธออยู่เพียงลำพังตลอดมา ..                

                ขณะที่ เทอรี่ สถานะอันลึกลับของเขาทำให้ทุกคนอดจะสงสัยไม่ได้ถึงการกลับมายังถิ่นเก่า กระทั่งตัวเขาเองก็ไม่แน่ใจเมื่อความสัมพันธ์เดิม ๆ ระหว่างเขา กับ จอห์นนี่ และ แคทเธอรีน กลับมาเป็นเหมือนอย่างที่เคยเป็น หน้าที่ของเขาจะยังสำคัญเท่ามิตรภาพที่คนทั้งสองมอบให้อยู่หรือ และตัวเขาเองยังจะลากคอแก๊งค์มาเฟียไอริชของพี่น้องฟลาเนลลี่เข้าตะรางได้ลงคอหรือ ? คำถามเหล่านี้วนเวียนอยู่ในจิตใจของนูแนนตลอดทั้งเรื่อง ไม่ใช่เพราะเขาใจอ่อน แต่เป็นเพราะเขาเองยังไม่แน่ใจว่า ความเลวชั่วที่กฏหมายตีตราลงไปนั้น ... พิพากษาคนได้ถูกต้องหมดจดจริงหรือ ?                

                 ฉากสำคัญที่ นูแนน ไปเยี่ยมบ้านฟลาเนลลี่ในฐานะ คนในครอบครัว ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกดังกล่าวของตัวละครได้ชัดเจน กระทั่งแฟรงกี้ ที่โหดเหี้ยมเมื่ออยู่ต่อหน้าลูกสมุน ทว่าเมื่อกลับถึงบ้าน เขาเป็นเพียงคุณพ่อที่แสนดีของลูกตัวเล็กๆ และสามีที่แสนดีของภรรยา รวมทั้งหัวหน้าครอบครัวที่ทำงานเลี้ยงปากท้องลูกเมียรวมไปถึงน้องชายตัวแสบด้วย  ยิ่งเมื่อหนังเปิดเผยให้เห็นถึงอดีตของพวกเขา นูแนนก็ยิ่งไม่มั่นใจว่า สิ่งที่เขาทำลงไปนั้นถูกต้องจริงหรือ ?

                กระทั่งเมื่อถึงฉากสำคัญอันเป็นจุดเปลี่ยนของเรื่องทั้งหมด เมื่อจอห์นนี่แสดงความมุทะลุจนนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างมาเฟียไอริชและอิตาเลียน แฟรงค์กี้ผู้เป็นพี่ซึ่งต้องตัดสินใจครั้งสำคัญระหว่างตัดเนื้อร้ายอย่างจอห์นนี่หรือจะยอมเอาครอบครัวรวมทั้งลูกน้องเข้าเสี่ยง อย่างไหนจะคุ้มค่ากว่ากัน ?  เมื่อทางเลือกของแฟรงค์กี้หมายถึงการตายของจอห์นนี่ ทำให้น้ำหนักความผิดถูกที่สั่นคลอนจิตใจของเทอรี่เหวี่ยงโมเมนตั้มจนนำทุกอย่างไปสู่บทสรุปของเรื่องราว

 

  --------------------------------------------------

               

                   เทียบกับหนังแก๊งสเตอร์ด้วยกันแล้วหนังมีฉากยิงกันน้อยมาก  ทั้งเรื่องมีเพียงสองสามฉากเท่านั้น หากแต่ละฉากกลับมีพลังสำคัญที่ส่งผลต่อเรื่องราวให้พลิกผันไปในทางตรงข้ามทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นฉากสังหารจอห์นนี่ในช่วงครึ่งค่อนเรื่อง และฉากยิงกันในร้านเหล้าช่วงท้ายเรื่อง .. ที่ เทอรี่ ตัดสินใจบุกเดี่ยวสังหารแฟรงค์กี้ให้ตกตายตามน้องชายไป ..

              ฉากนี้เต็มไปด้วยการยิงแบบสโลว์โมชั่น ไม่ใช่ลีลาหวือหวาแบบจอห์นวู แต่เป็นลีลาที่เงียบงัน .. เศร้าสร้อย เสียงปืนดังชัดจนกระทั่งได้ยินปลอกกระสุนตกลูกต่อลูก .. และภาพคนเสียชีวิตร่วงลงกับพื้นทีละคนสองคน เป็นฉากสโลว์โมชั่นที่แสดงถึงการฆ่าอย่างหดหู่ เปลี่ยวเหงา ไม่มีความดุเดือดเลือดพล่านเจือปนเลยแม้แต่น้อย

                ลงท้าย เทอรี่ ก็ทิ้งหน้าที่ของตำรวจลับ เขาเลือกจะจับตายเป้าหมายด้วยกระสุน ไม่ใช่เพราะความผิดบาปทางกฏหมายที่พวกเขาก่อ แต่เป็นความผิดบาปที่พวกเขากระทำต่อเพื่อนรัก ..  การเลือกตะลุยเข้าร้านเหล้าอย่างอุกอาจในฉากไคลแม๊กซ์ เปรียบเสมือนการหันหลังให้กับหน้าที่ตำรวจโดยสิ้นเชิง เขาถอดคราบตำรวจกองไว้ข้างนอก และเดินเข้าไปในร้านด้วยฐานะชายหนุ่มที่สูญเสียเพื่อนรักไปด้วยน้ำมือพี่ชายแท้ ๆ  ...

 

                 คำพูดประโยคหนึ่งของเทอรี่ บ่งบอกถึงความคลางแคลงต่อความเชื่อที่คนทั่วไปยึดถืออยู่อย่างชัดเจน                 เราเคยเชื่อเรื่อง เทวดา และ นักบุญมาโปรด แต่ความจริงไม่มีอะไรแบบนั้นหรอก

                หากนักบุญและเทวดา ของเทอรี่ คือ ความถูกต้องตามกฏหมาย  การกำจัดอาชญากรหรือบุคคลที่ถูกตีตราว่าเป็นภัยต่อสังคมและฝ่าฝืนกฏหมาย .. ที่ถูกทำให้เชื่อว่า นี่คือกระบวนการที่ถูกต้อง รัดกุม ราวกับสวรรค์ลงทัณฑ์คนบาป

                 สำหรับเทอรี่ เรื่องพวกนี้ก็ไม่ต่างกับสิ่งอุปโลกษ์อื่น ๆ เพียงเพื่อรับใช้ผลประโยชน์ของกลุ่มคน หรือ ใครคนใดคนหนึ่ง กระทั่งอาจเลวร้ายถึงการพิพากษาคน ๆ หนึ่งโดยที่ไม่ได้รู้จักตัวตนของคน ๆ นั้นเลยแม้แต่น้อย  เพราะสิ่งที่เขาเห็นและคลุกคลีตลอดมา นั่นคือ ความจำเป็น ภาระหน้าที่ของผู้ชายคนหนึ่งที่ต้องแบกรับครอบครัว , และผู้คนที่ไร้ที่พึ่ง สังคมกีดกัน จนต้องหันมาทำงานที่ผิดกฏหมาย เพียงเพื่อประทังชีวิตให้อยู่รอดไปวัน ๆ            ความตายของแฟรงค์กี้ในตอนจบจึงไม่ใช่การถูกพิพากษาจากกฏหมาย แต่เป็นการถูกพิพากษาด้วยความผิดฐานที่เขาทรยศต่อน้องชายร่วมสายเลือด ..                 สถานะของแฟรงค์กี้จึงไม่ต่างกับ ไมเคิล คอเลโอเน่ ใน The Godfather Part 2 ที่เลือกทรยศน้องชายร่วมสายเลือดเพื่อพิทักษ์สิ่งที่เขาคิดว่า มีค่ากว่า เอาไว้ และท้ายสุดทั้งคู่ก็ได้รับผลกรรมจากความผิดพลาดนั้นอย่างสาสม ...

 

 

edit @ 25 May 2009 03:00:24 by ชาญชนะ

edit @ 25 May 2009 03:00:58 by ชาญชนะ

Comment

Comment:

Tweet