“ทอง” (พ.ศ. 2516)

posted on 24 Mar 2009 01:38 by papfaiz in movie

"ทอง ทอง ทอง"  

 

 

               

 

                ชื่อของฉลอง ภักดีวิจิตร ในวันนี้ อาจเป็นตัวตลกในสายตาคนรุ่นใหม่ ด้วยการทำงานย่ำรอยเดิมอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งเกิด สูตรสำเร็จละคร หนังฉลอง ภักดีวิจิตร ที่เด็กรุ่นใหม่ เอามาโพสตามเว็บบอร์ดจนเป็นที่(ฮือ)ฮาครืนกันพักใหญ่ แต่ในอดีตเมื่อสามสิบปีก่อน ชื่อของฉลอง ภักดีวิจิตร ไปไกลในระดับอินเตอร์ด้วยผลงานอย่าง ทอง มาแล้ว

                ทอง ภาคแรกอาจกล่าวได้ว่า เป็นหนังที่ผสมผสานแนวทางของหนังจารกรรม สายลับ เข้ากับหนังสงคราม เข้าไปด้วยกันอย่างพอดิบพอดี ในขณะที่ ทอง ภาคต่อ ๆ มาโอนเอียงไปทางหนังสงครามมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด จนทำให้เนื้อเรื่องเบาโหวงไป

 

                "เมื่อทองคำมูลค่าหลายล้านบาท ของกองทัพสหรัฐฯ ถูกฝ่าย แดง จารกรรมไปอย่างอุกอาจ ทางซีไอเอจึงส่งตัวจารชนมือฉกาจ (เกร็ก มอริส) เข้ามารวมทีมกับหนุ่มไทยสี่คน (สมบัติ , กรุง , ดามพ์, กฤษณะ) และสาวเวียดนามอีกคน (มิส ถ่ำถุยหั่ง) ก่อนฝ่ายศัตรูจะนำทองออกเขตแดนประเทศไทยไปได้"

 

                พล๊อทอาจไม่ถึงขั้นยอกย้อนซับซ้อนนัก แต่กลับสามารถกระจายรายละเอียดให้กับตัวละครนำฝ่ายชายของไทยทั้งสามคนได้อย่างดี ไล่ตั้งแต่สมบัติ เมทะนี , กรุง ศรีวิไล และ ดามพ์ ดัสกร (ในมาดที่ไม่คุ้นตา เมื่อดามพ์ ดัสกร ไร้หนวด !!) สีสันของหนังอยู่ที่การประทะคารมระหว่างกรุง และ ดามพ์ ตลอดทั้งเรื่อง โดยเฉพาะการปูพื้นหลังที่เฉลยความขัดแย้งระหว่างสองตัวละครนี้ อันรวมไปถึงความสัมพันธ์สวาทกับตัวละครสาวนางหนึ่ง (รับบทโดยมิสถ่ำถุยหั่ง) ยิ่งเพิ่มดีกรีความลุ้นระทึกให้แก่การเดินทางนี้มากขึ้น นอกจากคนดูจะต้องลุ้นว่าทีมของฝ่ายพระเอกที่นำโดย เกร็ก มอริส จะฝ่าด่านอันตรายเข้าไปชิงทองคำได้หรือไม่ ยังต้องคอยลุ้นว่าคนในทีมจะแตกหักกันเองเมื่อใด

                ในขณะที่ตัวละครฝ่ายหญิง ทั้งมิส ถ่ำถุยหั่ง และอโนมา ผลารักษ์ ต่างได้รับบทบาทที่ค่อนข้างสำคัญต่อเนื้อเรื่อง ไม่ใช่เพียงแค่สาวสวยเดินทอดหุ่นตามหลังตัวละครชายไปเรื่อย ๆ อย่างเคย หากในวาระสำคัญ ตัวละครหญิงเหล่านี้กลับลุกขึ้นต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ชายได้อย่างน่าดูชม                 หรือจะฉากแอคชั่น ที่ถือเป็นขนมสำหรับ ฉลอง ภักดีวิจิตร ทั้งฉากยิงกันลั่นทุ่ง หรือฉากระเบิดผูเขาเผากระท่อมของถนัด ป๋าฉลองไม่ทำให้ผิดหวังเลย รวมทั้งฉากบู๊ตัวต่อตัวก็ทำได้ถึงอกถึงใจดีทีเดียว ฉากสตั้นท์หลาย ๆ ฉากในหนังอยู่ในขั้นน่าประทับใจ โดยเฉพาะไอ้หนุ่มมอเตอร์ไซค์ ที่ได้อดีตแชมป์มอเตอร์ครอสของเมืองไทยอย่าง จอห์น อิสรัมภ์ มาเป็นสตันท์ในฉากผาดโผน ทำให้ฉากขับขี่ฉวัดเฉวียน ทั้งข้ามหน้าผา หรือทะยานยิงปืนกลดูเมามันสมจริง 

เป็นที่น่าสังเกตว่า ไอเดียในฉากแอคชั่นในหนังของฉลอง ภักดีวิจิตร ยุคแรก ๆ มักถึงลูกถึงคน หวือหวา เรียกความสนใจคนดูได้เสมอ ในเรื่องนี้มีไอ้หนุ่มมอเตอร์ไซค์ติดปืนกล ที่ไปไหนก็ขับมอเตอร์ไซค์คู่ชีพไปด้วยตลอด หรือในเรื่อง ตัดเหลี่ยมเพชร ที่เอาหัวรถจักรสองคันมาชนกันอย่างจัง ฉากแอคชั่นในหนังฉลอง ภักดีวิจิตรจึงมักเรียกเสียงซี๊ดซ๊าดด้วยความมันจากคนดูได้เสมอ

 

และความสำเร็จของทองภาคแรก ทำให้เกิดหนังภาคต่อตามมาอีกสามภาค ไม่น่าเชื่อถึงทุกวันนี้ จะมี ทอง 9” ฉบับละครออกตามมา แม้พล๊อทจะเริ่มซ้ำซากตั้งแต่ภาคสาม เหมือนใช้พล๊อทเดิม ๆ ตลอดว่าด้วยกลุ่มทหารอเมริกันที่ลักลอบนำทอง (หรือเทวรูป หรือของมีค่าอื่น ๆ ที่ทำจากทอง) นำไปซ่อนไว้ และมีเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่มทหารนั้นที่รอดชีวิตจากการสังหาร (ของหมวดหรือผู้บังคับกองนั้น ๆ) แน่นอนว่าทหารรายนั้นจะเป็นใครไม่ได้นอกจากพระเอก (หรือพ่อพระเอก) ที่รู้ที่ซ่อนจริง ๆ เพียงคนเดียว แต่กลับไปกบดานอยู่ในประเทศไทย อยู่กินมีลูกกับเมียสาวชาวไทย จนเพื่อนเก่าแก่ตามมาเจอเพื่อให้ช่วยกลับไปหาที่ซ่อนทองคำ ลงท้ายถึงไม่ไปก็ต้องไปด้วยถูกขู่บังคับอยู่ดี ...

                เทียบกับทองสองภาคแรก ที่นับว่าดีที่สุด สนุกที่สุดในหนัง ทอง ทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องบทที่มีความซับซ้อน หักเหลี่ยมเฉือนคมกันตลอดทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะฝ่ายผู้ร้ายกับพระเอก หรือในกลุ่มพระเอกด้วยกัน ยังรวมไปถึงฉากบู๊ผาดโผนที่ยังสดใหม่ ไม่ซ้ำซากจำเจ แถมยังทุ่มทุนค่อนข้างสูง แต่ก็ให้คุ้มกับฉากบู๊ที่ผู้ชมอดตื่นตะลึงไม่ได้ทุกครั้งที่ชม

            ถ้าหาก ชุมแพ และ สันติสุชาภาพยนตร์ คือผู้นำเอารูปแบบ เล่นจริง เจ็บจริง มาใช้ในหนัง รวมทั้งเป็นครั้งแรก ๆ ที่มีผู้กำกับคิวบู๊อาชีพและนักบู๊บนจอเจ้าของท่ากระโดดถีบขาคู่อย่าง ลักษณ์ อภิชาติ ช่วยคิดคิวบู๊บ้าเลือดให้กับหนังของค่ายหลายเรื่อง  ช่วยยกระดับหนังบู๊หมัดมวยของไทย ที่เน้นการต่อสู้ระหว่างคนต่อคนให้ถึงเลือดถึงเนื้อ จน ลักษณ์ อภิชาติ พุ่งถึงจุดสูงสุดของการทำงานในหนังของคมฆ์ อรรคเดช และคิวบู๊บ้าเลือดแบบเอาตาย ถูกใส่ลูกบ้าเข้าไปจนกลายเป็นหนังบู๊ภูธรแบบปะฉะดะของพันนา ฤทธิไกร ที่ขายฉากสตันท์บ้าบิ่นอย่าง ขี่มอเตอร์ไซค์ทะลุป้ายคัทเอาท์ หรือ กระโดดถืบขาคู่ลงจากรถสิบล้อที่กำลังวิ่ง จนถูกพัฒนาต่อยอดมาเป็นหนังในเครือบาแรมยู ที่มีจา พนม และ เดี่ยว ชูพงษ์ เป็นนักแสดงหลักอยู่ในปัจจุบัน

อาจกล่าวได้ว่าหนังบู๊ระเบิดภูเขาเผากระท่อมของฉลอง ภักดีวิจิตร ในอดีตเองนั้น ได้ช่วยยกระดับหนังบู๊ระเบิดภูเขาเผากระท่อมของไทยให้ก้าวขึ้นสู่อีกมาตรฐานหนึ่ง น่าเสียดายที่การพัฒนานั้นต้องหยุดไปนับตั้งแต่ทองภาคสาม ที่การทุ่มทุนสร้างมหาศาลและอัดดาราชั้นนำเข้าไปจนแน่นจอ กลายเป็นจุดเด่นของหนังที่กลบความสำคัญของบทภาพยนตร์ในการนำพาฉากบู๊ในเรื่องให้ลื่นไหลไปได้ จนเป็นเหตุให้หนังคลายความสนุกลง กระทั่งการเปลี่ยนมาทำหนังในสไตล์ตำรวจอย่าง มังกรเจ้าพระยา และภาคต่ออย่าง สุดขีด : มังกรเจ้าพระยา ภาคสอง จะทำรายได้ค่อนข้างน่าพอใจ แต่การย่ำอยู่ที่ไม่หนีคลาบไคลหนังฮ่องกงและหนังแนวคู่หูตำรวจจากฮอลลีวูดเท่าใดนัก  ขณะเดียวกันมันก็เป็นการปิดฉากหนังบู๊ระเบิดภูเขาเผากระท่อมบนจอเงินไปอย่างสมบูรณ์ พร้อมกับที่ฉลอง วิจิตร ได้ที่ทางใหม่ในการสร้างงานตามแบบของตน

 

 

 

... บนจอแก้ว ช่องเจ็ดสี ทีวีเพื่อคุณ...

 

 

edit @ 24 Mar 2009 01:45:42 by ชาญชนะ

Comment

Comment:

Tweet

#3 By (182.52.208.14) on 2010-10-15 06:47

ตอนนี้ก้อยังสวย
ทั้งสวย ทั้งเก่ง

แถมตอนนี้รวยมั่กๆ

ไอดอลหนู

#2 By อสรพิษ (124.122.100.122) on 2010-05-18 10:47

#1 By (112.142.41.107) on 2009-11-18 10:15