ชุมแพ (2519)

posted on 29 May 2009 12:24 by papfaiz

มัน มัน มัน

 

 

 

จากบทประพันธ์เรื่องดังในนิตยสารบางกอกของ ศักดิ์ สุริยา   

                กำกับ  จรัญ พรหมรังษี

                นำแสดง  สมบัติ เมทะนี – นาท ภูวนัย – ปิยะมาศ โมนยะกุล – เกชา เปลี่ยนวิถี – ดามพ์ ดัสกร – ครรชิต ขวัญประชา – ลักษณ์ อภิชาต – พิภพ ภู่ภิญโญ

 

                เสียงผิวปากของชายหนุ่มนิรนามดังแว่วให้ได้ยิน ..ทำนองคุ้นหูชวนให้นึกถึงหนังคาวบอยเรื่อง “มือปืนเพชรตัดเพชร” เจ้าหนุ่มต่างถิ่นทิ้งกายลงบนเก้าอี้ในร้านกาแฟริมท่ารถ … ก่อนจะโดนนักเลงเจ้าถิ่นลูบคม โดยหารู้ไหมว่า ได้เหยียบตาปลา “เพิก ชุมแพ” (สมบัติ เมทะนี) อดีตนักเลงใหญ่ที่หายหน้าไปจากบ้านเกิดของมันมานานนับสิบปี

                แล้ว เพิก ชุมแพ กลับมาทำไม ?

                เป้าหมายอันดับหนึ่งของเพิกคือ “จ่าถม นิยมไถ” (นำแสดงโดยสุดยอดดาวร้าย เกชา เปลี่ยนวิถี) อดีตนายตำรวจผู้กว้างขวางประจำชุมแพ ซึ่งครั้งหนึ่งจ่าถมเองเป็นคนสังหารพ่อของเสือเพิก และยังคงจองล้างตามล่าเพิกอย่างไม่ลดละ แต่ปัญหาของเพิก ไม่ได้จบแค่นั้น เพราะยังมีผู้กองไชโย (นาท ภูวนัย) นายตำรวจตงฉินที่ยึดกฏหมายเป็นหลัก และหมายหัวเพิก ชุมแพ ไว้เช่นกัน

                แต่ความมันยังไม่จบแค่นั้น เพราะวายร้ายตัวฉกาจอย่าง “ภู น้ำพอง” (ดามพ์ ดัสกร) ก็มาร่วมสังฆกรรมล่าหัวเพิก ชุมแพ ด้วย

                แล้ว “ชุมแพ” ก็ลุกเป็นไฟ เพราะการคืนถิ่นของเสือร้ายอย่าง เพิก ชุมแพ !

 

                นี่คือหนังไทยที่มันกระหน่ำตั้งแต่ต้นจนจบ ต้นตำรับหนังบู๊ภูธรอย่างสันติสุชาภาพยนตร์ดังคับประเทศด้วยหนังเรื่องนี้ เพราะเล่นขนทั้งพระเอกอย่าง สมบัติ เมทะนี , นาท ภูวนัย , ครรชิต ขวัญประชา มาประทะดาวร้ายอย่าง เกชา เปลี่ยนวิถี , ดามพ์ ดัสกร , มานพ อัศวเทพ , พิภพ ภู่ภิญโญ และ ลักษ์ อภิชาติ นักบู๊จอมถืบขาคู่  มาถล่มกันในหนังเรื่องนี้ด้วยกระสุน , หมัดเท้า และระเบิดแบบไม่ยั้ง

                โดยเฉพาะฉากบู๊ไม่พึ่งสลิงไม่อิงสตั้นของลักษ์ อภิชาติ กับ ดามพ์ ดัสกร บนรถโดยสารนั้น ต้องยอมรับว่ามันสะเด็ดจนขโมยซีนฉากบู๊อื่น ๆ ในเรื่องไปหมด !

                ส่วนดีที่สุดของชุมแพนอกจากฉากบู๊แล้ว ต้องขอยกความดีให้กับบทหนังที่เล่นกับการหักเหลี่ยมเฉือนคมของเพิก ชุมแพ และผู้กองไชโย ที่ไม่ใช่แค่สลับคั่นฉากบู๊ แต่ยังปูพื้นตัวละครทั้งสองตัว ถึงวิธีการ , ความคิด และหลักยึดในการล้างบางความชั่ว คนหนึ่งถือกฏหมายในมือ อีกคนถือปืนลูกซองกระบอกโตแทน !

                โดยเนื้อในแล้ว “ชุมแพ” เป็นหลักไมล์สำคัญของหนังบู๊ภูธรที่เริ่มเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอำนาจรัฐ อย่างตำรวจ , นายอำเภอ กระทั่งผู้ใหญ่บ้านในเขตห่างไกล แม้หนังจะห่างไกลจากกลุ่มก้อนหนังบู๊ปราบคอมมิวนิสในด้านความหนักแน่นของเนื้อหา แต่ยังคงมีความมุ่งหมายเดียวกันที่จะสะท้อนความเหลวแหลกของระบบการปกครองท้องถิ่น การทิ้งให้คนกลุ่มหนึ่งมีอำนาจบาตใหญ่มากจนเกินไป และการเลือกจะประทะด้วยวิธีการตาต่อตา ฟันต่อฟัน จนขยายไปสู่กระบวนการปราบผู้ร้ายคอมมิวนิสต์ในภูธร

                ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือหนังเรื่อง “เสาร์ห้า” ที่สมมุติให้เหล่าเสือร้ายในองค์กรนามจาก้า มีลักษณะชวนให้นึกถึงขบวนการคอมมิวนิสต์อย่างชัดเจน  

          และยิ่งให้น่าคิดต่อว่า เหตุใดหนังบู๊ภูธรและนวนิยายอาชญกรรมในยุคดังกล่าว จึงมุ่งเน้นไปที่การจัดการอาชญากรด้วยวิธีนอกระบบกันอย่างเอิกเกริก ..

                หนังบู๊ภูธรที่ต้องมีตัวเอกเปิดเผยตนเองว่า “เป็นร้อยตำรวจตรีปลอมตัวมา ..” หรือ นวนิยายอาชญกรรมอย่าง “สารวัตรเถื่อน” ของวิศษฎ์ เดชกุญชร ต่างมุ่งนำเสนอวิธีการปลอมปนเข้าประชิดติดพันองค์กรอาชญกรรมแบบถึงลูกถึงคน มากกว่าจะนำเสนอการดำเนินงานตามแบบตำรวจจับผู้ร้ายตามระเบียบราชการที่หนังไทยยุคก่อนคุ้นชิน ประเภท ขอหมายศาล – เดินไปเคาะประตูหน้าบ้าน – ล้อมกรอบรอบบริเวณ แล้วประกาศออกโทรโข่งเพื่อให้คนร้ายยอมมอบตัว

                คำตอบที่ได้คงไม่ต่างอะไรกับสายลมที่พัดผ่านมาแล้วจากไป .. เรารู้สึกถึงความเป็นจริงอันโหดร้ายในสังคม การคดโกงขูดรีดประชาชนยังคงมีอยู่จนทุกวันนี้ และอาจบางทีวิธีการตาต่อตาฟันต่อฟันคงดีสำหรับการล้างบางเดนคนเหล่านั้น แต่ในความเป็นจริง เราเองต่างรู้ดีว่ามันคงใช้ไม่ได้ผลกับบ้านนี้เมืองนี้ ที่ยังไม่มีกฏกรอบ หรือองค์กรใดที่ตรวจสอบการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐได้อย่างถูกต้อง ชอบธรรม และเที่ยงตรงพอ ..

State of Grace

posted on 25 May 2009 02:51 by papfaiz in movie

พี่น้องสองเลือด

 

 

                 

 

               ก่อนการมาถึงของ Infernal Affairs และตามติดด้วย The Departed มีหนังแก๊งสเตอร์เรื่องหนึ่งที่มีธีมของเรื่องคล้ายคลึงกัน ว่าด้วยการสำรวจจิตใจของตำรวจลับที่ต้องแฝงตัวเข้าสู่องค์กรอาชญกรรมที่ตนดันมีความสัมพันธ์ประหนึ่งญาติพี่น้อง และยังเป็นเรื่องราวของมาเฟียไอริช เช่นเดียวกับ The Departed  แถมหนังเรื่องดังกล่าวยังรวมดาราชาฝีมือเยี่ยมที่สร้างผลงานโดดเด่นตลอดทศวรรษที่ผ่านมาถึงสามคนด้วยกัน ไล่ตั้งแต่ ณอน เพนน์ , เอ็ด แฮริส และ แกรี่ โอลด์แมน              

                เพนน์ เป็นดารานำชายที่มีฝีมือฉกาจฉกรรจ์บนจอ พอ ๆ กับความแสบซ่าจนได้รับฉายาแบดบอยของฮอลลีวูดคนหนึ่งในขณะนั้น เขาเพิ่งเสร็จจากการร่วมงานกับ โรเบิร์ต เดอนีโร ใน We’re No Angels ส่วนแฮริสเพิ่งรับบทพระเอกใน The Abyss ของ เจมส์ คาเมรอน มาหมาด ๆ ขณะที่ โอลด์แมน เล่นหนังฟอร์มเล็กมาหลายเรื่อง เป็นทั้งพระเอกและตัวรองสลับกันไป แถมชิ้นงานล่าสุดอย่าง Rosencrantz & Guildenstern Are Dead ที่เล่นกับ ทิม รอธ และ ริชาร์ด ไดรฟัส ก็คว่ำไม่เป็นท่า ..  ยิ่งตัวผู้กำกับ Phil Joanou  แทบไม่ต้องพูดถึง มีหนังเล็ก ๆ ในเครดิตสองเรื่องและผลงานล่าสุดก็เป็นหนังสารคดีตามติดวงยูทูระหว่างทัวร์อเมริกาเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปี 1987

                 แม้ State of Grace เมื่อออกฉาย  จะทำรายรับได้ไม่ดี (ประมาณ 1.9 ล้านเหรียญตลอดโปรแกรม) แถมยังเจอคู่แข่งบิ๊กเบิ้มอย่าง Goodfellas ของ มาติน สกอเซซี่ และ The Godfather Part 3 ของ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า แถมด้วยหนังแก๊งสเตอร์ที่มาแรงสุด ๆ ในยุคนั้นอย่าง Miller’s Crossing ของโจเอล และ อีธาน โคน  ทำให้หนังเรื่องนี้ปิดตัวด้วยรายได้ไม่น่าประทับใจเอาเสียเลย กระนั้นนักวิจารณ์หลายสำนักก็เห็นพ้องต้องกันในความดีงามของหนัง รวมไปถึงคำสรรเสริญบทบาทการแสดงอัน เปี่ยมมิติ ของ แกรี่ โอลด์แมน ในเรื่อง รวมไปถึงบทบาทของ ณอน เพนน์ ที่แสดงความคลุมเครือของตัวละคร เทอรี่ นูแนน ได้อย่างน่าเชื่อถือ

                ----------------------------------------------

                 State of Grace เล่าเรื่องราวของ มาเฟียไอริชในนิวยอร์ก ที่กุมบังเหียนโดยแฟรงกี้ ฟลาเนลลี่ (เอ็ด แฮริส) ซึ่งมีน้องชายนิสัยมุทะลุอย่าง แจ็คกี้ ฟลาเนลลี่ (แกรี่ โอลด์แมน) คอยสร้างปัญหาให้ปวดหัวอยู่เนือง ๆ  แจ็คกี้ เป็นคนรักเพื่อนพ้อง ยิ่งกับเพื่อนรักในวัยเด็กอย่าง เทอรี่ นูแนน (ณอน เพนน์) กลับมายังถิ่นเกิดเพื่อขอเข้าร่วมแก๊งค์ ยิ่งทำให้แจ็คกี้อดดีใจไม่ได้ที่เพื่อนในวัยเด็กอย่างเทอรี่จะมาร่วมหัวจมท้ายด้วย ทว่าการหายตัวไปหลายปีของเทอรี่โดยไม่มีเค้าใด ๆ ให้สืบความได้เลย  แฟรงกี้จึงไม่ไว้วางใจเพื่อนรักน้องชายตัวเองรายนี้สนิทใจ ยิ่งนานไปความเคลือบแคลงสงสัยในตัวเทอรี่ ยิ่งทวีความหวาดระแวงให้แฟรงกี้ขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งนำไปสู่การแตกหักระหว่างพี่น้อง ที่มีเทอรี่ เป็นตัวแปรสำคัญ ..                

                อันจริงเรื่องของมาเฟียไอริชบนแผ่นฟิล์มไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่แต่อย่างใด นอกจากพวกเขาจะมีอิทธิพลในสังคมอเมริกันนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมาแล้ว บนแผ่นฟิล์มพวกเขายังโลดแล่นและมีบทบาทในหนังแก๊งสเตอร์ตั้งแต่ยุคหนังขาวดำเลยทีเดียว ไล่ตั้งแต่เรื่อง Underworld (1927) เรื่องแรกที่ปรากฏบทบาทของมาเฟียไอริชบนเจอเงิน จนกระทั่งหนังแก๊งสเตอร์ดัง ๆ ในยุคต่อมาอย่าง The Public Enemy (1931) ของ เจมส์ แคกนีย์ , Scarface (1932) ผลงานของ โฮเวิร์ด ฮอว์ก ที่ดัดแปลงจากเรื่องจริงของอัล คาโปน ให้กลายเป็นเรื่องของมาเฟียนาม โทนี่ คามอนเต้ ฉายา ไอ้หน้าบาก ที่ไต่เต้าจนกลายเป็นหัวหน้าแก๊งค์มาเฟียไอริชแห่งชิคาโกได้สำเร็จ (ก่อนจะกลายเป็นฉบับรีเมคของ ไบรอัน เดอ พัลมา และ อัล ปาชิโน่ รับบท โทนี่ ดามาโต มาเฟียคิวบาที่ดิบเถื่อน เป็นคนละขั้วกับบทไมเคิล คอเลโอเน ของเขาใน The Godfather เลยทีเดียว) เรื่อยมาจนถึง On the Waterfront (1954) ของ มาลอน แบรนโด ที่มีเนื้อหาเกี่ยวพันกับแก๊งค์มาเฟียไอริชที่คุมท่าเรือ กระทั่ง The Sting (1973) สุดยอดหนังต้มตุ๋นของ โรเบิร์ธ เรดฟอร์ด และ พอล นิวแมน ก็ยังเป็นเรื่องของนักต้มตุ๋นหนุ่ม (เรดฟอร์ด) ที่ร่วมมือกับยอดนักตุ๋นในตำนาน (นิวแมน) เพื่อร่วมกันตุ๋นมาเฟียไอริชตัวแสบ (โรเบิร์ต ชอว์)  หรือแม้แต่ Miller’s Crossing (1990) ของพี่น้องโคเอนก็มีเนื้อหาเกี่ยวพันกับกลุ่มมาเฟียไอริชเช่นกัน

 

                กระนั้น State of Grace กลับไม่เดินตามสูตรหนังมาเฟียไอริชเรื่องใด ๆ  หนังเป็นส่วนผสมระหว่างพล๊อทแนวตำรวจลับแฝงตัวเข้าองค์การอาชญากรรม กับ เรื่องความขัดแย้งภายในครอบครัวมาเฟียไอริช  พี่น้องฟลาเนลลี่ก็เหมือนพี่น้องทั่วไปที่มีความแตกต่างทางด้านอุปนิสัยและความชอบต่างกัน แฟรงกี้ผู้พี่นั้นทะเยอทะยานและกำลังเจรจาร่วมมือกับกลุ่มมาเฟียอิตาเลียน ซึ่งหากสำเร็จ แน่นอนว่าอำนาจของแก๊งค์มาเฟียในนิวยอร์กจะแข็งแกร่งจนตำรวจยากจะทานได้ ขณะที่จอห์นนี่ ความเป็นคนมุทะลุและรักพวกพ้องเอามาก ทำให้เขามักจะทำทุกอย่างเลยเถิดไปเสียหมด จนกระทั่งเขาลงมือจัดการหนึ่งในคนของแก๊งค์มาเฟียอิตาเลียนอย่างโหดเหี้ยมเพื่อตอบแทนกับสิ่งที่มันทำไว้กับเพื่อนรักของเขา นั่นทำให้ทุกอย่างบานปลายและแฟรงกี้จำต้องเป็นศัตรูกับจอห์นนี่ น้องชายร่วมสายเลือดอย่างช่วยไม่ได้

                เรื่องที่กลายเป็นปัญหาระหว่างพี่น้องคู่นี้คือ การเข้ามาของเทอรี่ แฟรงกี้นั้นมองด้วยสายตาอันเคลือบคลาง การหายตัวไปจากนิวยอร์กหลายปีดีดักของเทอรี่ไร้เงื่อนงำใด ๆ ให้สาวถึงได้ ตรงข้ามกับจอห์นนี่ที่ยินดีรับเพื่อนรักรายนี้เข้าเป็นหนึ่งในสมาชิกแก๊งค์อย่างเต็มใจ เมื่อเรื่องราวดำเนินไปเรื่อย ๆ สิ่งที่แฟรงกี้หวาดระแวงก็เริ่มมีเค้าความจริงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขั้นแตกหักในที่สุด

                หากเรานำพล๊อทเรื่องนี้ไปไว้ในหนังฮ่องกงร่วมยุคสมัยเดียวกันนั้น คงจะเป็นหนังที่อุดมไปด้วยฉากสาดกระสุน การทดสอบน้ำมิตรคุณธรรมแบบลูกผู้ชายในสไตล์หนังจอห์นวู คนดีในคราบคนเลว และคนเลวในคราบคนดี เส้นเหลื่อมล้ำอันบางเบาระหว่างความผิดกับความถูก ทว่าใน State of Grace กลับไม่ปรากฏท่าทีกระตุ้นเร้าดังกล่าวแต่อย่างใด หนังเดินเรื่องอย่างเนิบช้า ค่อย ๆ เผยให้เห็นพัฒนาการของตัวละคร ผู้ชมจะค่อย ๆ ทำความรู้จักตัวเทอรี่ นูแนน ไปพร้อม ๆ กันกับสายตาอันเคลือบแคลงของแฟรงกี้

                    ขณะเดียวกันปัญหาลึก ๆ ระหว่างสองพี่น้องฟลาเนลลี่ ค่อย ๆ ถูกเปิดเผยให้เราเห็นผ่านสายตาของนูแนน กฏหมายในเรื่องดูจะไม่สลักสำคัญเท่ากับเรื่องเพื่อนพ้องและความยุติธรรม แม้นูแนนจะเป็นตำรวจลับ แต่การกลับมาเยือนถิ่นเกิดของเขาในครั้งนี้ดูจะเป็นการรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับคนเก่า ๆ ของที่นี่มากกว่า ไม่ว่าจะกับจอห์นนี่ หรือแม้แต่ แคทเธอรีน ฟลาเนลลี่ น้องสาวสุดท้องของตระกูลฟลาเนลลี่ ที่เคยเป็นรักเก่าของเขา สายตาอันเคลือบแคลงของหญิงสาวที่มีต่อเขา แม้จะสงสัยในอดีตอันลึกลับช่วงที่เขาหายไปเช่นเดียวกับพี่ชายคนโต ทว่าสิ่งที่หล่อนสนใจไม่ใช่ว่าเขาเป็นใคร หรือ กลับมาทำอะไรที่นี่ แต่เป็นเขาหายไปไหนมาตลอดหลายสิบปีและทำไมถึงทิ้งให้เธออยู่เพียงลำพังตลอดมา ..                

                ขณะที่ เทอรี่ สถานะอันลึกลับของเขาทำให้ทุกคนอดจะสงสัยไม่ได้ถึงการกลับมายังถิ่นเก่า กระทั่งตัวเขาเองก็ไม่แน่ใจเมื่อความสัมพันธ์เดิม ๆ ระหว่างเขา กับ จอห์นนี่ และ แคทเธอรีน กลับมาเป็นเหมือนอย่างที่เคยเป็น หน้าที่ของเขาจะยังสำคัญเท่ามิตรภาพที่คนทั้งสองมอบให้อยู่หรือ และตัวเขาเองยังจะลากคอแก๊งค์มาเฟียไอริชของพี่น้องฟลาเนลลี่เข้าตะรางได้ลงคอหรือ ? คำถามเหล่านี้วนเวียนอยู่ในจิตใจของนูแนนตลอดทั้งเรื่อง ไม่ใช่เพราะเขาใจอ่อน แต่เป็นเพราะเขาเองยังไม่แน่ใจว่า ความเลวชั่วที่กฏหมายตีตราลงไปนั้น ... พิพากษาคนได้ถูกต้องหมดจดจริงหรือ ?                

                 ฉากสำคัญที่ นูแนน ไปเยี่ยมบ้านฟลาเนลลี่ในฐานะ คนในครอบครัว ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกดังกล่าวของตัวละครได้ชัดเจน กระทั่งแฟรงกี้ ที่โหดเหี้ยมเมื่ออยู่ต่อหน้าลูกสมุน ทว่าเมื่อกลับถึงบ้าน เขาเป็นเพียงคุณพ่อที่แสนดีของลูกตัวเล็กๆ และสามีที่แสนดีของภรรยา รวมทั้งหัวหน้าครอบครัวที่ทำงานเลี้ยงปากท้องลูกเมียรวมไปถึงน้องชายตัวแสบด้วย  ยิ่งเมื่อหนังเปิดเผยให้เห็นถึงอดีตของพวกเขา นูแนนก็ยิ่งไม่มั่นใจว่า สิ่งที่เขาทำลงไปนั้นถูกต้องจริงหรือ ?

                กระทั่งเมื่อถึงฉากสำคัญอันเป็นจุดเปลี่ยนของเรื่องทั้งหมด เมื่อจอห์นนี่แสดงความมุทะลุจนนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างมาเฟียไอริชและอิตาเลียน แฟรงค์กี้ผู้เป็นพี่ซึ่งต้องตัดสินใจครั้งสำคัญระหว่างตัดเนื้อร้ายอย่างจอห์นนี่หรือจะยอมเอาครอบครัวรวมทั้งลูกน้องเข้าเสี่ยง อย่างไหนจะคุ้มค่ากว่ากัน ?  เมื่อทางเลือกของแฟรงค์กี้หมายถึงการตายของจอห์นนี่ ทำให้น้ำหนักความผิดถูกที่สั่นคลอนจิตใจของเทอรี่เหวี่ยงโมเมนตั้มจนนำทุกอย่างไปสู่บทสรุปของเรื่องราว

 

  --------------------------------------------------

               

                   เทียบกับหนังแก๊งสเตอร์ด้วยกันแล้วหนังมีฉากยิงกันน้อยมาก  ทั้งเรื่องมีเพียงสองสามฉากเท่านั้น หากแต่ละฉากกลับมีพลังสำคัญที่ส่งผลต่อเรื่องราวให้พลิกผันไปในทางตรงข้ามทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นฉากสังหารจอห์นนี่ในช่วงครึ่งค่อนเรื่อง และฉากยิงกันในร้านเหล้าช่วงท้ายเรื่อง .. ที่ เทอรี่ ตัดสินใจบุกเดี่ยวสังหารแฟรงค์กี้ให้ตกตายตามน้องชายไป ..

              ฉากนี้เต็มไปด้วยการยิงแบบสโลว์โมชั่น ไม่ใช่ลีลาหวือหวาแบบจอห์นวู แต่เป็นลีลาที่เงียบงัน .. เศร้าสร้อย เสียงปืนดังชัดจนกระทั่งได้ยินปลอกกระสุนตกลูกต่อลูก .. และภาพคนเสียชีวิตร่วงลงกับพื้นทีละคนสองคน เป็นฉากสโลว์โมชั่นที่แสดงถึงการฆ่าอย่างหดหู่ เปลี่ยวเหงา ไม่มีความดุเดือดเลือดพล่านเจือปนเลยแม้แต่น้อย

                ลงท้าย เทอรี่ ก็ทิ้งหน้าที่ของตำรวจลับ เขาเลือกจะจับตายเป้าหมายด้วยกระสุน ไม่ใช่เพราะความผิดบาปทางกฏหมายที่พวกเขาก่อ แต่เป็นความผิดบาปที่พวกเขากระทำต่อเพื่อนรัก ..  การเลือกตะลุยเข้าร้านเหล้าอย่างอุกอาจในฉากไคลแม๊กซ์ เปรียบเสมือนการหันหลังให้กับหน้าที่ตำรวจโดยสิ้นเชิง เขาถอดคราบตำรวจกองไว้ข้างนอก และเดินเข้าไปในร้านด้วยฐานะชายหนุ่มที่สูญเสียเพื่อนรักไปด้วยน้ำมือพี่ชายแท้ ๆ  ...

 

                 คำพูดประโยคหนึ่งของเทอรี่ บ่งบอกถึงความคลางแคลงต่อความเชื่อที่คนทั่วไปยึดถืออยู่อย่างชัดเจน                 เราเคยเชื่อเรื่อง เทวดา และ นักบุญมาโปรด แต่ความจริงไม่มีอะไรแบบนั้นหรอก

                หากนักบุญและเทวดา ของเทอรี่ คือ ความถูกต้องตามกฏหมาย  การกำจัดอาชญากรหรือบุคคลที่ถูกตีตราว่าเป็นภัยต่อสังคมและฝ่าฝืนกฏหมาย .. ที่ถูกทำให้เชื่อว่า นี่คือกระบวนการที่ถูกต้อง รัดกุม ราวกับสวรรค์ลงทัณฑ์คนบาป

                 สำหรับเทอรี่ เรื่องพวกนี้ก็ไม่ต่างกับสิ่งอุปโลกษ์อื่น ๆ เพียงเพื่อรับใช้ผลประโยชน์ของกลุ่มคน หรือ ใครคนใดคนหนึ่ง กระทั่งอาจเลวร้ายถึงการพิพากษาคน ๆ หนึ่งโดยที่ไม่ได้รู้จักตัวตนของคน ๆ นั้นเลยแม้แต่น้อย  เพราะสิ่งที่เขาเห็นและคลุกคลีตลอดมา นั่นคือ ความจำเป็น ภาระหน้าที่ของผู้ชายคนหนึ่งที่ต้องแบกรับครอบครัว , และผู้คนที่ไร้ที่พึ่ง สังคมกีดกัน จนต้องหันมาทำงานที่ผิดกฏหมาย เพียงเพื่อประทังชีวิตให้อยู่รอดไปวัน ๆ            ความตายของแฟรงค์กี้ในตอนจบจึงไม่ใช่การถูกพิพากษาจากกฏหมาย แต่เป็นการถูกพิพากษาด้วยความผิดฐานที่เขาทรยศต่อน้องชายร่วมสายเลือด ..                 สถานะของแฟรงค์กี้จึงไม่ต่างกับ ไมเคิล คอเลโอเน่ ใน The Godfather Part 2 ที่เลือกทรยศน้องชายร่วมสายเลือดเพื่อพิทักษ์สิ่งที่เขาคิดว่า มีค่ากว่า เอาไว้ และท้ายสุดทั้งคู่ก็ได้รับผลกรรมจากความผิดพลาดนั้นอย่างสาสม ...

 

 

edit @ 25 May 2009 03:00:24 by ชาญชนะ

edit @ 25 May 2009 03:00:58 by ชาญชนะ

The Good , The Bad and The Weird

posted on 25 May 2009 02:28 by papfaiz

 กราบตีน เซอจิโอ เลโอเน่ , สดุดีคาวบอยสปาเก็ตตี้ !!

 

 

                

 

               

                   ปีที่ผ่านมานับเป็นปีแห่งความน่าประหลาดใจ ด้วยว่ามีหนังคาวบอยฟอร์มดีจากทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก เข้าโรงตลอดทั้งปี ในจำนวนนี้มีทั้งคาวบอยขนานแท้ดั้งเดิมอย่าง 3:10 to Yuma  และ The Assassination of Jesse James by the Coward Robert Ford อันที่จริงทั้งสองเรื่องลงโรงฉายในอเมริกาเมื่อกลางปี 2007 ทั้งสองเรื่องได้ฤกษ์ลงแผ่นลิขสิทธิ์ของบ้านเราเมื่อกลางปีก่อน แต่เรื่องแรกออกจะเงียบไปหน่อย เพราะค่ายเล็ก ๆ รายหนึ่งได้ลิขสิทธิ์ไปทำลงเฉพาะแผ่น Vcd อย่างเดียว

                     ที่น่าสนใจคือ หนังคาวบอยจากฟากโลกตะวันออก ซึ่งเป็นรูปลักษณ์หนังคาวบอยแบบหลังสมัยใหม่ ผ่านการหยิบยืมองค์ประกอบของหนังคาวบอยเรื่องดังในอดีต มาจับเปลี่ยนรูปรสให้กลมกล่อมเข้ากับคนเอเชียมากยิ่งขึ้น ทั้งสองเรื่องต่างมาจากสองประเทศขาใหญ่ในวงการหนังเอเชียปัจจุบันอย่าง ญี่ปุ่น และ เกาหลี   

 

-------------------------------- 

                    

 

                    เรื่องแรกคือ Sukiyaki Django Western หนังคาวบอยญี่ปุ่นสุดเพี้ยนของทาคาชิ มิอิเกะ เจ้าพ่อหนังเพี้ยนขวัญใจเด็กแนวเลือดสาด ที่หยิบเอาหนังคาวบอยสปาเก็ตตี้เรื่องดังในอดีตอย่าง จังโก้ (Django) มาดัดแปลงเสียใหม่ ในสไตล์ มิอิเกะ ที่ฉูดฉาดด้วยสีสัน เขราะกรังด้วยสาปคาวเลือด และความฮาวายป่วงที่สอดแทรกเข้ามาเป็นระยะ ๆ พร้อมกับบทรับเชิญสุดฮาของเควนติน ตาเรนติโน่ เจ้าพ่อหนังบูชาชาวบ้าน ที่ทำเรื่องไหนล้วนมีรายนามอ้างอิงหนังและเพลงต่างยุคสมัยยาวเป็นหางว่าว สำหรับเรื่องแรกนี้จะขอพูดถึงละเอียด ๆ ในคราวต่อไปแล้วกันนะจ๊ะ                     

                   เรื่องหลังต่างหากที่เป็นพระเอกของบทความชิ้นนี้ ตอนแรกผมเห็นข่าวและภาพงานออกแบบรวมทั้งใบปิดทีเซอร์สามตัวละครหลักอย่าง ไอ้หล่อ , ไอ้โฉด และ ไอ้เพี้ยน แล้วก็ให้นึกฉงนว่า นี่เราจะได้ดู The Good , The Bad and The Ugly รสกิมจิกันหรือ ?                     

                  และข่าวที่ตามออกมาก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ คิมจีวุน ผู้กำกับหนังบู๊เลือดเดือดอย่าง A Bittersweet Life ยอมรับว่าหนังคาวบอยสุดยิ่งใหญ่ของผู้เฒ่า เซอร์จิโอ เลโอเน่ คือ แรงบันดาลใจให้เขาทำหนังเรื่องนี้ขึ้นเพื่อบูชาครู ถึงอย่างนั้นค่าบูชาครูหนนี้แพงเอาเรื่อง เพราะทุนสร้างทั้งหมดที่ใช้ทำให้หนังเรื่องนี้ได้ชื่อว่าแพงที่สุดในประวัติศาสตร์หนังเกาหลีเลยทีเดียว !!

                    

 

                   พล๊อทของหนังหยิบเอา The Good , The Bad and The Ugly มาเนื้อ ๆ ทั้งตัวละครและเส้นเรื่องที่ดำเนินตามกันชนิดแทบจะแกะออกมาฉากต่อฉาก  แต่ในรายละเอียด คิมจีวุน เลือกจะขยายเรื่องราวออกไปให้ใหญ่โตกว่าเดิม ด้วยการใส่ประเด็นการแย่งชิงขุมสมบัติระหว่างกองกำลังปลดแอกเกาหลี กับ ทัพทหารญี่ปุ่น ให้เรื่องราวเกิดขึ้นในดินแดนแมนจูเรีย (ดินแดนที่เป็นข้อพิพาทย์ระหว่างจีนและญี่ปุ่นในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง) โดยมีสามหนุ่มตามชื่อเรื่องนั้นเป็นตัวแปรสำคัญ

                     ปาร์ก ดู วอน (จุงวูซุง) คือ The Good ที่ถูกกองกำลังปลดแอกเกาหลีจ้างมาเพื่อตามล่าลายแทงขุมทรัพย์ ซึ่งเชื่อว่ามากับขบวนรถไฟที่รัฐมนตรีญี่ปุ่นโดยสารมา ขณะที่ ปาร์ก ชาง ยี่ (ลีบุนฮุน พลิกบทบาทมาเล่นเป็นไอ้โฉดได้อย่างน่าสะพรึง) คือ The Bad รับจ้างจากเศรษฐีใหญ่ชาวเกาหลีผู้สวามิภักดิ์แก่ญี่ปุ่นให้ตามล่าลายแทงสมบัติดังกล่าว ส่วนไอ้เพี้ยน อย่าง ยุน เต กู (ซองกังโฮ ที่ผูกขาดบทเพี้ยน ๆ แทบทุกเรื่อง) ดันจับพลัดจับพลูได้ลายแทงสมบัติมาอย่างโชคช่วย เพราะดันเข้าปล้นรถไฟโบกี้ท่านรัฐมนตรีญี่ปุ่นพอดี !!           

            แม้ คิมจีวุน จะออกตัวว่าทำเพื่อแสดงความคารวะต่อหนังเรื่องยิ่งใหญ่ของเลโอเน่ แต่ในฉากปล้นรถไฟตอนต้นเรื่องกับตัวละครอย่าง ปาร์ก ชาง ยี่ ชวนให้นึกถึงหนังเรื่อง Red Sun ที่อเลน เดลอน รับบทเป็นไอ้โฉดในชุดสุดเนี้ยบ แบบที่ว่าแกะคอสตูมและบุคลิกของอดีตเทพบุตรเมืองน้ำหอมมาทั้งดุ้น และเมื่อมองถึงปมในอดีตของสองตัวละคร ที่ผลักดันให้เกิดการไล่ล่ากันตลอดทั้งเรื่อง มากกว่าจะเป็นการล่าสมบัติกันจริงจังอย่างที่ควรจะเป็น ก็ยิ่งละม้ายคล้าย Red Sun เข้าไปอีก ชวนให้คิดว่า คิมจีวุน ชะรอยจะนึกสนุกเล่นกับการอ้างอิงหนังหลายเรื่องเหมือนตารันติโน่ขึ้นมาเสียแล้ว                     

                    ยิ่งถึงฉากแอคชั่นช่วงกลางและท้ายเรื่อง ที่ชวนให้นึกถึงฉากแอคชั่นในหนังการ์ตูน มากกว่าจะเป็นหนังคาวบอยของเลโอเน่จริง ๆ ก็ยิ่งตอกย้ำลงไปว่า สิ่งที่ คิมจีวุน ทำคงไม่ใช่แต่เพียงการคารวะต่อหนังคาวบอยสปาเก็ตตี้เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงการหยิบยืมการใช้ฉากแอคชั่นหวือหวาแบบการ์ตูนเพื่อลดทอนเนื้อหาอันรุนแรงลงไป ซึ่งมีที่มาจากหนังในแอคชั่น ตลก ระดับคลาสสิคหลายเรื่อง (รวมถึงหนังเงียบของบัสเตอร์ คีตัน ที่ฉากผาดโผนเสี่ยงตายอย่าง ห้อยตัวลงจากหอนาฬิกา หรือ เกาะหัวรถจักรความเร็วสูง ถูกทำให้กลายเป็นฉากตลกไปได้ !!                     

                     เช่นเดียวกับหนังเรื่องนี้ ที่เต็มไปด้วยฉากการฆ่าอันโหดเหี้ยมของตัวละครปาร์กชางยี่ ถูกลอดทอนความโหดของโทนเรื่องลงด้วยฉากแอคชั่นตลกเจ็บตัวของตัวละคร ยุนเตกู ที่ผสมผสานระหว่างฉากบู๊ติดตลกของเฉินหลง กับ ความป้ำเป๋อแบบชาลี แชปลิน เข้าไว้ด้วยกัน ส่วนฉากแอคชั่นหวือหวาตามสไตล์การ์ตูน เป็นของตัวละครปาร์กดูวอน ที่ผสมเอาตัวละครอย่างชายนิรนามของคลิ้นท์ อีสวูด ในหนังชุด มือปืนเพชรตัดเพชร กับ ตัวละครนายพันดักลาร์ส มอติมอร์ ของลีแวนคลีฟ ในหนังเรื่องเดียวกันไว้ หนังจึงกลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่แสดงถึงการข้ามวัฒนธรรม และผสมผสานวัฒนธรรม รวมทั้ง ตัดปะ หนังเก่า ๆ หลายเรื่องเข้าประกอบขึ้นเป็นหนังเรื่องใหม่ อันเป็นแนวทางการทำหนังยุคหลังสมัยใหม่ที่มีให้เห็นกันอย่างดาษดื่น

                    ในขณะที่ประเด็นหนัก ๆ อย่างการแย่งชิงความได้เปรียบของฝ่ายเกาหลีและญี่ปุ่น ถูกลอดทอนไปเป็นเพียงส่วนประกอบเพื่อเสริมฉากการไล่ล่ากลางทะเลทรายช่วงท้ายเรื่องให้ตื่นเต้นขึ้น และถูกกล่าวถึงเพียงผิวเผินตลอดเวลาร่วมยี่สิบนาที หนังกลับเน้นย้ำไปที่การวาดฝันถึง อนาคต และการหลงติดอยู่ใน อดีต ของตัวละครทั้งสามตลอดเรื่อง                     

                    ปาร์กชางยี่ เป็นโจรโฉดที่ต้องเผชิญกับคำปรามาสจากคนรอบข้าง ถึงความสามารถของเขาที่อาจ เป็นสองรองชายอื่นในแผ่นดิน แน่นอนว่าชางยี่ไม่พึงใจกับคำสบประมาทดังกล่าวนัก และมักลงท้ายด้วยการนองเลือดทุกครั้งไป กระทั่งเหตุผลในการตามล่าลายแทงขุมทรัพย์จากตัวยุนเตกู ดูจะเป็นการตอบปัญหาที่ค่อนข้างรวบรัด ง่ายดายจนเกินไป และไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ทั้งที่ตลอดเรื่อง ปาร์กชานยี่ ถูกปรามาสจากผลของการ ดวล กับ ปาร์กดูวอน ต่างหาก                    

                     ขณะที่ ปาร์กดูวอน ดูจะเป็นตัวละครที่ผู้ชมไม่อาจเข้าใจได้มากที่สุด การกระทำของเขาดูไร้น้ำหนัก ไร้ทิศทาง เขาเป็นนักล่าเงินรางวัลที่ดูเหมือนจะมีปณิธานแน่วแน่ในการล่าเงินค่าหัวเพียงอย่างเดียว แต่กระนั้นเจตนาของเขากลับเลือนลางลงไปทุกทีเมื่อหนังดำเนินเรื่องเข้าสู่จุดไคลแม็กซ์ หากเปรียบตัวละครนี้ที่ถอดแบบมาจากตัวละคร บลอนดี้ ของคลิ้นท์ อีสวูด ใน The Good , The bad and The Ugly  ก็ยิ่งเห็นความแบนราบของปาร์กดูวอนได้อย่างชัดเจน และคงไม่ผิดนักหากนี่จะกลายเป็นตัวละครที่ถูกลืมมากที่สุดในบรรดาสามตัวละครของเรื่อง ด้วยรูปลักษ์ที่ไม่เตะตาและมิติที่แบนราบ                      ไอ้เพี้ยนของเรื่องอย่าง ยุนเตกู ดูจะเป็นที่จดจำได้มากที่สุด ด้วยรูปลักษณ์แปลกประหลาดหลุดโลก ที่ชุดนักบิดของเขาดูจะไม่เข้ากับหนังคาวบอยกลางทะเลทรายเช่นนี้เลย หากกระนั้นความโดดเด่นในเรื่องความบ้า เพี้ยน ของตัวละครนี้ดึงความสนใจของคนดูเข้ามาที่ตัวเขาได้อย่างน่าชื่นชม ด้วยลูกเล่นแพรวพราว ทำให้คนดูจดจำตัวละครนี้ได้โดยง่าย และยังให้ฉากเปิดเผยปมสำคัญในช่วงท้ายเรื่อง สร้างความช๊อคให้กับคนดูพอสมควร ด้วยว่าตัวละครนี้ไม่มีท่าทีดังกล่าวมาก่อนเลย                   

                     มองในอีกแง่ ยุนเตกู ดูจะเป็นคู่ตรงข้ามกับ ปาร์กชางยี่ โดยสิ้นเชิง ตัวละครนี้ถูกวางให้อยู่คนละฟากของความคิดกัน ปาร์กชางยี่ จมจ่อมอยู่กับอดีตอันแสนปวดร้าวและขมขื่นกับการถูกปรามาส ขณะที่ ยุนเตกู กลับเฝ้ามองไปแต่ข้างหน้า เฝ้าฝันถึงอนาคต และยักไหล่อย่างไม่แยแสให้แก่เสียงหยามหยันทั่วสารทิศ                     

                     หากเปรียบเป็นความมืดและความสว่าง ปาร์กชางยี่ คงอยู่ในจุดมืดมิดที่สุดยามพระจันทร์มืดสนิท ขณะที่ยุนเตกู อยู่ในจุดสว่างที่สุดของดวงอาทิตย์ โดยมีปาร์กดูวอน เป็นผืนทราย รับทั้งแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ และความมืดมิดจากจันทรา เมื่อเรื่องดำเนินไป ทั้งสองตัวละครจึงทำหน้าที่เกาะเกี่ยวกันเพื่อสะท้อนตัวตนของกันและกัน โดยมีปาร์กดูวอน เป็นตัวละครที่เสมือนเป็นผู้ชม คอยเฝ้ารับรู้อยู่ห่าง ๆ ไม่ไกลแต่ก็ไม่ใกล้ชิดจนล่วงรู้ถึงอดีตของคนทั้งสองเท่าใดนัก

                    

 

                      คิมจีวุน ฉลาดที่เลือกใช้การเล่น แสงกับเงา ของสามตัวละครนี้ผ่านฉากสนทนาระหว่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ฉากนอนกลางทะเลทรายของปาร์กดูวอน กับ ยุนเตกู ทั้งสองเดินทางหนีการไล่ล่าของปาร์กชางยี่ด้วยความเหน็ดเหนื่อย ยุนเตกู พร่ำพูดถึงอนาคตอันสดใสที่รออยู่หากได้สมบัติมาครองดังหวัง จนกระทั่งเขาถามถึงอนาคตของปาร์กดูวอน เจ้าหนุ่มนิ่งคิดอยู่ครู่ใหญ่ เมื่อจะเอ่ยบอกก็สายไปเสียแล้ว .. ยุนเตกูหลับสนิทไปแล้ว .. อีกด้านหนึ่งปาร์กชางยี่ สนทนากับลูกน้อง เขาถูกลูกน้องรายหนึ่งปรามาสว่า หากต้องดวลกับปาร์กดูวอน เห็นจะเป็นไม่รอดแน่ และเริ่มเล่าถึงการดวลในครั้งก่อนที่ผลการประลองไม่ชัดแจ้ง แต่ลูกน้องรายนั้นแสดงความเชื่อลึก ๆ ว่า คนที่เหนือกว่าคือปาร์กดูวอน .. และสิ่งที่ชางยี่ทำคือการยิงลูกน้องคนดังกล่าวทิ้งทันที ..                      คนอย่างปาร์กดูวอน เหมือนจะไม่คิดถึงอนาคต ขณะเดียวกันเขาก็ไม่มีอดีตให้จดจำ ขณะที่ยุนเตกูพร่ำบ่นถึงอดีตอันเลวร้ายที่เกาหลี และวาดฝันถึงอนาคตอันเรืองรองข้างหน้า ปาร์กชางยี่กลับจมจ่อมอยู่กับความลึกลับดำมืดในอดีตของตัวเอง ที่ไม่อนุญาติให้ใครแตะต้องได้                     

                   จุดไคลแม๊กซ์ท้ายเรื่องจึงไม่ใช่แค่การดวลปืนกันระหว่างสามตัวละครอีกแล้ว แต่เป็นการเปิดเผยอดีตของยุนเตกูและปาร์กชางยี่ สิ่งที่เตกูพร่ำบอกตลอดเรื่องถูกนำมาเอ่ยซ้ำอีกครั้ง            

           เอ็งจะคิดอะไรกับอดีตก็ช่างหัวมันเถอะ ข้าไม่สนใจหรอกเว้ย ข้ายอมเป็นไอ้ขี้แพ้เพื่อขอลาจากการเสี่ยงชีวิต ข้าไม่เอาอีกแล้ว เอ็งอยากเป็นผู้ชนะ เป็นคนเก่งที่สุดในแผ่นดินก็ตามใจเอ็งเถิดโว้ย

                    

 

                  ฉาก Three Duel อันลือลั่นจากหนังต้นฉบับถูกนำมาใช้อีกครั้ง ทั้งสามยืนล้อมวงประจันหน้ากัน สามคน ปืนสามกระบอก หากคราวนี้มันถูกนำเสนอมาอย่างการ์ตูน การดวลปืนที่ดุเดือดไม่ได้จบลงด้วยกระสุนเพียงนัดสองนัดอีกต่อไปแล้ว หากมันถูกย้ำครั้งแล้วครั้งเล่า ในระดับเทียบเท่ากับการตอกย้ำถึงการละอดีตเพื่อมุ่งสู่อนาคตของยุนเตกูตลอดทั้งเรื่อง                     

                ราวกับว่า The Good, The Bad and The Weird มิได้ถูกสร้างขึ้นเพียงเพื่อมองย้อนไปยังอดีตด้วยสายตาที่เคารพ ศรัทธาเท่านั้น ... หากยังมองข้ามช๊อตไปถึงอนาคต ถึงการมีอยู่ของหนังตะวันตก ในดินแดนอื่นที่มิใช่ตะวันตกอีกต่อไป ...                      

                   และแสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้ว ค่านิยมของตะวันตก การสิ้นสลายและจุดจบที่เลโอเน่วางไว้ใน Once upon a time in the west กำลังถูกผู้กำกับรุ่นลูกรุ่นหลาน นำมาปัดฝุ่น เปิดกรุงานเก่า ๆ เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจต่อค่านิยมเก่า ๆ เพื่อปรับเข้ากับวิถีชีวิตและนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ก่อนมุ่งหน้าสู่อนาคตต่อไป ...

                    

------------------------------------------

 

                      ฉากสุดท้ายที่ตัวละครหนึ่ง มุ่งหน้าสู่แสงตะวันยามบ่ายคล้อย .. ดูคล้ายกับตอนจบของ เชน .. ผู้จากลาไปเพื่อให้ผู้คนเพรียกหา ..                     

                      หรืออีกนัยหนึ่ง มันคือการกล่าวอำลาต่อดินแดนตะวันตกยุคเก่า เพื่อมุ่งสู่ดินแดนแห่งใหม่ สู่การผจญภัยครั้งใหม่อีกครั้งที่รออยู่ในอนาคตอันใกล้นี้ ...ที่มีเพื่อนร่วมหัวขบวนอย่าง Sukiyaki Django Western ของทาคาชิ มิอิเกะ ก็เป็นได้ ..

 

 

edit @ 25 May 2009 02:36:29 by ชาญชนะ

edit @ 25 May 2009 02:36:57 by ชาญชนะ