ชุมแพ (2519)

posted on 29 May 2009 12:24 by papfaiz

มัน มัน มัน

 

 

 

จากบทประพันธ์เรื่องดังในนิตยสารบางกอกของ ศักดิ์ สุริยา   

                กำกับ  จรัญ พรหมรังษี

                นำแสดง  สมบัติ เมทะนี – นาท ภูวนัย – ปิยะมาศ โมนยะกุล – เกชา เปลี่ยนวิถี – ดามพ์ ดัสกร – ครรชิต ขวัญประชา – ลักษณ์ อภิชาต – พิภพ ภู่ภิญโญ

 

                เสียงผิวปากของชายหนุ่มนิรนามดังแว่วให้ได้ยิน ..ทำนองคุ้นหูชวนให้นึกถึงหนังคาวบอยเรื่อง “มือปืนเพชรตัดเพชร” เจ้าหนุ่มต่างถิ่นทิ้งกายลงบนเก้าอี้ในร้านกาแฟริมท่ารถ … ก่อนจะโดนนักเลงเจ้าถิ่นลูบคม โดยหารู้ไหมว่า ได้เหยียบตาปลา “เพิก ชุมแพ” (สมบัติ เมทะนี) อดีตนักเลงใหญ่ที่หายหน้าไปจากบ้านเกิดของมันมานานนับสิบปี

                แล้ว เพิก ชุมแพ กลับมาทำไม ?

                เป้าหมายอันดับหนึ่งของเพิกคือ “จ่าถม นิยมไถ” (นำแสดงโดยสุดยอดดาวร้าย เกชา เปลี่ยนวิถี) อดีตนายตำรวจผู้กว้างขวางประจำชุมแพ ซึ่งครั้งหนึ่งจ่าถมเองเป็นคนสังหารพ่อของเสือเพิก และยังคงจองล้างตามล่าเพิกอย่างไม่ลดละ แต่ปัญหาของเพิก ไม่ได้จบแค่นั้น เพราะยังมีผู้กองไชโย (นาท ภูวนัย) นายตำรวจตงฉินที่ยึดกฏหมายเป็นหลัก และหมายหัวเพิก ชุมแพ ไว้เช่นกัน

                แต่ความมันยังไม่จบแค่นั้น เพราะวายร้ายตัวฉกาจอย่าง “ภู น้ำพอง” (ดามพ์ ดัสกร) ก็มาร่วมสังฆกรรมล่าหัวเพิก ชุมแพ ด้วย

                แล้ว “ชุมแพ” ก็ลุกเป็นไฟ เพราะการคืนถิ่นของเสือร้ายอย่าง เพิก ชุมแพ !

 

                นี่คือหนังไทยที่มันกระหน่ำตั้งแต่ต้นจนจบ ต้นตำรับหนังบู๊ภูธรอย่างสันติสุชาภาพยนตร์ดังคับประเทศด้วยหนังเรื่องนี้ เพราะเล่นขนทั้งพระเอกอย่าง สมบัติ เมทะนี , นาท ภูวนัย , ครรชิต ขวัญประชา มาประทะดาวร้ายอย่าง เกชา เปลี่ยนวิถี , ดามพ์ ดัสกร , มานพ อัศวเทพ , พิภพ ภู่ภิญโญ และ ลักษ์ อภิชาติ นักบู๊จอมถืบขาคู่  มาถล่มกันในหนังเรื่องนี้ด้วยกระสุน , หมัดเท้า และระเบิดแบบไม่ยั้ง

                โดยเฉพาะฉากบู๊ไม่พึ่งสลิงไม่อิงสตั้นของลักษ์ อภิชาติ กับ ดามพ์ ดัสกร บนรถโดยสารนั้น ต้องยอมรับว่ามันสะเด็ดจนขโมยซีนฉากบู๊อื่น ๆ ในเรื่องไปหมด !

                ส่วนดีที่สุดของชุมแพนอกจากฉากบู๊แล้ว ต้องขอยกความดีให้กับบทหนังที่เล่นกับการหักเหลี่ยมเฉือนคมของเพิก ชุมแพ และผู้กองไชโย ที่ไม่ใช่แค่สลับคั่นฉากบู๊ แต่ยังปูพื้นตัวละครทั้งสองตัว ถึงวิธีการ , ความคิด และหลักยึดในการล้างบางความชั่ว คนหนึ่งถือกฏหมายในมือ อีกคนถือปืนลูกซองกระบอกโตแทน !

                โดยเนื้อในแล้ว “ชุมแพ” เป็นหลักไมล์สำคัญของหนังบู๊ภูธรที่เริ่มเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอำนาจรัฐ อย่างตำรวจ , นายอำเภอ กระทั่งผู้ใหญ่บ้านในเขตห่างไกล แม้หนังจะห่างไกลจากกลุ่มก้อนหนังบู๊ปราบคอมมิวนิสในด้านความหนักแน่นของเนื้อหา แต่ยังคงมีความมุ่งหมายเดียวกันที่จะสะท้อนความเหลวแหลกของระบบการปกครองท้องถิ่น การทิ้งให้คนกลุ่มหนึ่งมีอำนาจบาตใหญ่มากจนเกินไป และการเลือกจะประทะด้วยวิธีการตาต่อตา ฟันต่อฟัน จนขยายไปสู่กระบวนการปราบผู้ร้ายคอมมิวนิสต์ในภูธร

                ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือหนังเรื่อง “เสาร์ห้า” ที่สมมุติให้เหล่าเสือร้ายในองค์กรนามจาก้า มีลักษณะชวนให้นึกถึงขบวนการคอมมิวนิสต์อย่างชัดเจน  

          และยิ่งให้น่าคิดต่อว่า เหตุใดหนังบู๊ภูธรและนวนิยายอาชญกรรมในยุคดังกล่าว จึงมุ่งเน้นไปที่การจัดการอาชญากรด้วยวิธีนอกระบบกันอย่างเอิกเกริก ..

                หนังบู๊ภูธรที่ต้องมีตัวเอกเปิดเผยตนเองว่า “เป็นร้อยตำรวจตรีปลอมตัวมา ..” หรือ นวนิยายอาชญกรรมอย่าง “สารวัตรเถื่อน” ของวิศษฎ์ เดชกุญชร ต่างมุ่งนำเสนอวิธีการปลอมปนเข้าประชิดติดพันองค์กรอาชญกรรมแบบถึงลูกถึงคน มากกว่าจะนำเสนอการดำเนินงานตามแบบตำรวจจับผู้ร้ายตามระเบียบราชการที่หนังไทยยุคก่อนคุ้นชิน ประเภท ขอหมายศาล – เดินไปเคาะประตูหน้าบ้าน – ล้อมกรอบรอบบริเวณ แล้วประกาศออกโทรโข่งเพื่อให้คนร้ายยอมมอบตัว

                คำตอบที่ได้คงไม่ต่างอะไรกับสายลมที่พัดผ่านมาแล้วจากไป .. เรารู้สึกถึงความเป็นจริงอันโหดร้ายในสังคม การคดโกงขูดรีดประชาชนยังคงมีอยู่จนทุกวันนี้ และอาจบางทีวิธีการตาต่อตาฟันต่อฟันคงดีสำหรับการล้างบางเดนคนเหล่านั้น แต่ในความเป็นจริง เราเองต่างรู้ดีว่ามันคงใช้ไม่ได้ผลกับบ้านนี้เมืองนี้ ที่ยังไม่มีกฏกรอบ หรือองค์กรใดที่ตรวจสอบการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐได้อย่างถูกต้อง ชอบธรรม และเที่ยงตรงพอ ..

State of Grace

posted on 25 May 2009 02:51 by papfaiz in movie

พี่น้องสองเลือด

 

 

                 

 

               ก่อนการมาถึงของ Infernal Affairs และตามติดด้วย The Departed มีหนังแก๊งสเตอร์เรื่องหนึ่งที่มีธีมของเรื่องคล้ายคลึงกัน ว่าด้วยการสำรวจจิตใจของตำรวจลับที่ต้องแฝงตัวเข้าสู่องค์กรอาชญกรรมที่ตนดันมีความสัมพันธ์ประหนึ่งญาติพี่น้อง และยังเป็นเรื่องราวของมาเฟียไอริช เช่นเดียวกับ The Departed  แถมหนังเรื่องดังกล่าวยังรวมดาราชาฝีมือเยี่ยมที่สร้างผลงานโดดเด่นตลอดทศวรรษที่ผ่านมาถึงสามคนด้วยกัน ไล่ตั้งแต่ ณอน เพนน์ , เอ็ด แฮริส และ แกรี่ โอลด์แมน              

                เพนน์ เป็นดารานำชายที่มีฝีมือฉกาจฉกรรจ์บนจอ พอ ๆ กับความแสบซ่าจนได้รับฉายาแบดบอยของฮอลลีวูดคนหนึ่งในขณะนั้น เขาเพิ่งเสร็จจากการร่วมงานกับ โรเบิร์ต เดอนีโร ใน We’re No Angels ส่วนแฮริสเพิ่งรับบทพระเอกใน The Abyss ของ เจมส์ คาเมรอน มาหมาด ๆ ขณะที่ โอลด์แมน เล่นหนังฟอร์มเล็กมาหลายเรื่อง เป็นทั้งพระเอกและตัวรองสลับกันไป แถมชิ้นงานล่าสุดอย่าง Rosencrantz & Guildenstern Are Dead ที่เล่นกับ ทิม รอธ และ ริชาร์ด ไดรฟัส ก็คว่ำไม่เป็นท่า ..  ยิ่งตัวผู้กำกับ Phil Joanou  แทบไม่ต้องพูดถึง มีหนังเล็ก ๆ ในเครดิตสองเรื่องและผลงานล่าสุดก็เป็นหนังสารคดีตามติดวงยูทูระหว่างทัวร์อเมริกาเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปี 1987

                 แม้ State of Grace เมื่อออกฉาย  จะทำรายรับได้ไม่ดี (ประมาณ 1.9 ล้านเหรียญตลอดโปรแกรม) แถมยังเจอคู่แข่งบิ๊กเบิ้มอย่าง Goodfellas ของ มาติน สกอเซซี่ และ The Godfather Part 3 ของ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า แถมด้วยหนังแก๊งสเตอร์ที่มาแรงสุด ๆ ในยุคนั้นอย่าง Miller’s Crossing ของโจเอล และ อีธาน โคน  ทำให้หนังเรื่องนี้ปิดตัวด้วยรายได้ไม่น่าประทับใจเอาเสียเลย กระนั้นนักวิจารณ์หลายสำนักก็เห็นพ้องต้องกันในความดีงามของหนัง รวมไปถึงคำสรรเสริญบทบาทการแสดงอัน เปี่ยมมิติ ของ แกรี่ โอลด์แมน ในเรื่อง รวมไปถึงบทบาทของ ณอน เพนน์ ที่แสดงความคลุมเครือของตัวละคร เทอรี่ นูแนน ได้อย่างน่าเชื่อถือ

                ----------------------------------------------

                 State of Grace เล่าเรื่องราวของ มาเฟียไอริชในนิวยอร์ก ที่กุมบังเหียนโดยแฟรงกี้ ฟลาเนลลี่ (เอ็ด แฮริส) ซึ่งมีน้องชายนิสัยมุทะลุอย่าง แจ็คกี้ ฟลาเนลลี่ (แกรี่ โอลด์แมน) คอยสร้างปัญหาให้ปวดหัวอยู่เนือง ๆ  แจ็คกี้ เป็นคนรักเพื่อนพ้อง ยิ่งกับเพื่อนรักในวัยเด็กอย่าง เทอรี่ นูแนน (ณอน เพนน์) กลับมายังถิ่นเกิดเพื่อขอเข้าร่วมแก๊งค์ ยิ่งทำให้แจ็คกี้อดดีใจไม่ได้ที่เพื่อนในวัยเด็กอย่างเทอรี่จะมาร่วมหัวจมท้ายด้วย ทว่าการหายตัวไปหลายปีของเทอรี่โดยไม่มีเค้าใด ๆ ให้สืบความได้เลย  แฟรงกี้จึงไม่ไว้วางใจเพื่อนรักน้องชายตัวเองรายนี้สนิทใจ ยิ่งนานไปความเคลือบแคลงสงสัยในตัวเทอรี่ ยิ่งทวีความหวาดระแวงให้แฟรงกี้ขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งนำไปสู่การแตกหักระหว่างพี่น้อง ที่มีเทอรี่ เป็นตัวแปรสำคัญ ..                

                อันจริงเรื่องของมาเฟียไอริชบนแผ่นฟิล์มไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่แต่อย่างใด นอกจากพวกเขาจะมีอิทธิพลในสังคมอเมริกันนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมาแล้ว บนแผ่นฟิล์มพวกเขายังโลดแล่นและมีบทบาทในหนังแก๊งสเตอร์ตั้งแต่ยุคหนังขาวดำเลยทีเดียว ไล่ตั้งแต่เรื่อง Underworld (1927) เรื่องแรกที่ปรากฏบทบาทของมาเฟียไอริชบนเจอเงิน จนกระทั่งหนังแก๊งสเตอร์ดัง ๆ ในยุคต่อมาอย่าง The Public Enemy (1931) ของ เจมส์ แคกนีย์ , Scarface (1932) ผลงานของ โฮเวิร์ด ฮอว์ก ที่ดัดแปลงจากเรื่องจริงของอัล คาโปน ให้กลายเป็นเรื่องของมาเฟียนาม โทนี่ คามอนเต้ ฉายา ไอ้หน้าบาก ที่ไต่เต้าจนกลายเป็นหัวหน้าแก๊งค์มาเฟียไอริชแห่งชิคาโกได้สำเร็จ (ก่อนจะกลายเป็นฉบับรีเมคของ ไบรอัน เดอ พัลมา และ อัล ปาชิโน่ รับบท โทนี่ ดามาโต มาเฟียคิวบาที่ดิบเถื่อน เป็นคนละขั้วกับบทไมเคิล คอเลโอเน ของเขาใน The Godfather เลยทีเดียว) เรื่อยมาจนถึง On the Waterfront (1954) ของ มาลอน แบรนโด ที่มีเนื้อหาเกี่ยวพันกับแก๊งค์มาเฟียไอริชที่คุมท่าเรือ กระทั่ง The Sting (1973) สุดยอดหนังต้มตุ๋นของ โรเบิร์ธ เรดฟอร์ด และ พอล นิวแมน ก็ยังเป็นเรื่องของนักต้มตุ๋นหนุ่ม (เรดฟอร์ด) ที่ร่วมมือกับยอดนักตุ๋นในตำนาน (นิวแมน) เพื่อร่วมกันตุ๋นมาเฟียไอริชตัวแสบ (โรเบิร์ต ชอว์)  หรือแม้แต่ Miller’s Crossing (1990) ของพี่น้องโคเอนก็มีเนื้อหาเกี่ยวพันกับกลุ่มมาเฟียไอริชเช่นกัน

 

                กระนั้น State of Grace กลับไม่เดินตามสูตรหนังมาเฟียไอริชเรื่องใด ๆ  หนังเป็นส่วนผสมระหว่างพล๊อทแนวตำรวจลับแฝงตัวเข้าองค์การอาชญากรรม กับ เรื่องความขัดแย้งภายในครอบครัวมาเฟียไอริช  พี่น้องฟลาเนลลี่ก็เหมือนพี่น้องทั่วไปที่มีความแตกต่างทางด้านอุปนิสัยและความชอบต่างกัน แฟรงกี้ผู้พี่นั้นทะเยอทะยานและกำลังเจรจาร่วมมือกับกลุ่มมาเฟียอิตาเลียน ซึ่งหากสำเร็จ แน่นอนว่าอำนาจของแก๊งค์มาเฟียในนิวยอร์กจะแข็งแกร่งจนตำรวจยากจะทานได้ ขณะที่จอห์นนี่ ความเป็นคนมุทะลุและรักพวกพ้องเอามาก ทำให้เขามักจะทำทุกอย่างเลยเถิดไปเสียหมด จนกระทั่งเขาลงมือจัดการหนึ่งในคนของแก๊งค์มาเฟียอิตาเลียนอย่างโหดเหี้ยมเพื่อตอบแทนกับสิ่งที่มันทำไว้กับเพื่อนรักของเขา นั่นทำให้ทุกอย่างบานปลายและแฟรงกี้จำต้องเป็นศัตรูกับจอห์นนี่ น้องชายร่วมสายเลือดอย่างช่วยไม่ได้

                เรื่องที่กลายเป็นปัญหาระหว่างพี่น้องคู่นี้คือ การเข้ามาของเทอรี่ แฟรงกี้นั้นมองด้วยสายตาอันเคลือบคลาง การหายตัวไปจากนิวยอร์กหลายปีดีดักของเทอรี่ไร้เงื่อนงำใด ๆ ให้สาวถึงได้ ตรงข้ามกับจอห์นนี่ที่ยินดีรับเพื่อนรักรายนี้เข้าเป็นหนึ่งในสมาชิกแก๊งค์อย่างเต็มใจ เมื่อเรื่องราวดำเนินไปเรื่อย ๆ สิ่งที่แฟรงกี้หวาดระแวงก็เริ่มมีเค้าความจริงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขั้นแตกหักในที่สุด

                หากเรานำพล๊อทเรื่องนี้ไปไว้ในหนังฮ่องกงร่วมยุคสมัยเดียวกันนั้น คงจะเป็นหนังที่อุดมไปด้วยฉากสาดกระสุน การทดสอบน้ำมิตรคุณธรรมแบบลูกผู้ชายในสไตล์หนังจอห์นวู คนดีในคราบคนเลว และคนเลวในคราบคนดี เส้นเหลื่อมล้ำอันบางเบาระหว่างความผิดกับความถูก ทว่าใน State of Grace กลับไม่ปรากฏท่าทีกระตุ้นเร้าดังกล่าวแต่อย่างใด หนังเดินเรื่องอย่างเนิบช้า ค่อย ๆ เผยให้เห็นพัฒนาการของตัวละคร ผู้ชมจะค่อย ๆ ทำความรู้จักตัวเทอรี่ นูแนน ไปพร้อม ๆ กันกับสายตาอันเคลือบแคลงของแฟรงกี้

                    ขณะเดียวกันปัญหาลึก ๆ ระหว่างสองพี่น้องฟลาเนลลี่ ค่อย ๆ ถูกเปิดเผยให้เราเห็นผ่านสายตาของนูแนน กฏหมายในเรื่องดูจะไม่สลักสำคัญเท่ากับเรื่องเพื่อนพ้องและความยุติธรรม แม้นูแนนจะเป็นตำรวจลับ แต่การกลับมาเยือนถิ่นเกิดของเขาในครั้งนี้ดูจะเป็นการรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับคนเก่า ๆ ของที่นี่มากกว่า ไม่ว่าจะกับจอห์นนี่ หรือแม้แต่ แคทเธอรีน ฟลาเ